‘ทนายอั๋น’ แจ้งความกองปราบ ถูกแปะ GPS-ซิมดักฟังใต้รถ สงสัยฝีมือแก๊งผู้มีอิทธิพล โอดชีวิตไม่เหมือนเดิม นับตั้งแต่เดินทางไป จ.อำนาจเจริญ
วันที่ 16 ต.ค.2569 ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือ ทนายอั๋น บุรีรัมย์ เข้าให้ข้อมูลหลังอ้างว่าถูกข่มขู่และติดตามความเคลื่อนไหว จากกรณีที่เดินทางไป จ.อำนาจเจริญ เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาใน คดี พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 เมื่อวันที่ 12 ต.ค.ที่ผ่านมา
กรณีกิจกรรมไฮด์ปาร์กในปฏิบัติการที่ใช้ชื่อว่า “ไล่หนู จับฮั้วอำนาจเจริญ” บริเวณหอนาฬิกาเทศบาลเมืองอำนาจเจริญ และจัดชุมนุมสาธารณะ หน้า สภ.เมืองอำนาจเจริญ เมื่อวันที่ 16 ส.ค.69 แต่กลับถูกกลุ่มชาวบ้านรวมตัวโห่ไล่ ก่อนพบว่ามีบุคคลถ่ายภาพบริเวณหน้าบ้านและนำข้อมูลการเดินทางไปเผยแพร่ในเพจท้องถิ่น

นายภัทรพงศ์ กล่าวว่า วันนี้เดินทางมากองปราบปราม เพราะรู้สึกว่าชีวิตไม่เหมือนเดิม นับตั้งแต่เดินทางไป จ.อำนาจเจริญ โดยเมื่อวันที่ 12 ต.ค. ที่ผ่านมา ถูกกลุ่มชาวบ้านโห่ไล่ที่ จ.อำนาจเจริญ และปรากฏว่ามี สจ.คนดัง ไปร่วมอยู่ในสถานที่ใกล้กับจุดที่กลุ่มม็อบมาขับไล่ ซึ่งเจ้าตัวออกมาพูดเองว่าต้องการมาดูหน้า และยอมรับว่าอยู่ในส่วนหนึ่งของกลุ่มม็อบ ส่วนแกนนำม็อบก็เป็นญาติของบุคคลดังกล่าว
หลังจากนั้นเดินทางกลับมา ก็พบว่ามีคนมาถ่ายวิดีโอหน้าบ้านของตนที่จ.บุรีรัมย์ ก่อนแคปภาพนิ่งไปโพสต์ในเพจ “ฮักนะ อำนาจเจริญ” พร้อมระบุข้อมูลการเดินทางแบบเรียลไทม์ โดยระบุว่าตนเดินทางถึงบ้านเวลาประมาณเกือบ 21.00 น. ซึ่งเป็นข้อมูลที่ตรงกับเวลาจริง
เช้าวันถัดมาตั้งใจจะนำเรื่องไปแจ้งความดำเนินคดีกับตำรวจภูธรภาค 3 แต่กลับพบว่ามีการนำข้อมูลการเคลื่อนไหวของตนไปเผยแพร่อีก โดยบุคคลที่สงสัยว่าน่าจะเป็นคนเดียวกับที่ถ่ายภาพหน้าบ้าน เป็นชายสวมเสื้อสีดำ ผมสั้น ซึ่งตอนแรกเข้าใจว่าอาจเป็นตำรวจ เจ้าหน้าที่ กอ.รมน. หรือเจ้าหน้าที่ที่เข้ามาเก็บข้อมูลการเดินทางของตนในพื้นที่ จึงไม่ได้คิดว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น
แต่เมื่อกลับไปตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด ก็พบว่าลักษณะตรงกับบุคคลที่สงสัย นอกจากนี้ ในช่วงบ่ายยังมีภาพของตนถูกนำไปเผยแพร่ในกลุ่มอีกครั้ง พร้อมข้อความทำนองว่าคุ้น ๆ กับตน และมีการแสดงหมายเลขโทรศัพท์ของตนด้วย ทำให้สงสัยว่าบุคคลดังกล่าวอาจขับรถติดตามตน ก่อนส่งข้อมูลไปให้คนในจังหวัดอำนาจเจริญโพสต์ลงเพจ “ฮักนะ อำนาจเจริญ”
นายภัทรพงศ์กล่าวว่า สิ่งที่ทำให้รู้สึกหนักใจมากที่สุด คือก่อนเข้านอนยังมีภาพรถยนต์ของตนถูกนำไปเผยแพร่ พร้อมข้อความอวยพรให้เดินทางปลอดภัย โดยเป็นภาพรถที่ตนเคยปิดบังข้อมูลบางส่วนเอาไว้
ในวันเดียวกันหลังเกิดเหตุได้เดินทางไปยังสำนักงานตำรวจภูธรภาค 3 เพื่อขอดูกล้องวงจรปิด เนื่องจากรู้สึกว่าความปลอดภัยในชีวิตกำลังตกอยู่ในอันตราย โดยได้แจ้งกับเจ้าหน้าที่ว่าตนไม่ปลอดภัยแล้ว และขอให้เปิดกล้องวงจรปิดให้ดู แต่ได้รับคำตอบว่าให้กลับมาในวันรุ่งขึ้น เนื่องจากเจ้าหน้าที่ไม่อยู่
วันรุ่งขึ้นจึงไปตรวจสอบหลักฐานจากกล้องวงจรปิด แต่กลับได้รับเพียงเอกสารให้เขียนคำร้อง โดยตั้งคำถามว่า หากเกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้แล้วไปขอดูกล้องวงจรปิดจากร้านสะดวกซื้อหรือหน่วยงานเอกชน จะสามารถขอตรวจสอบได้หรือไม่ พร้อมวิจารณ์การทำงานของตำรวจภูธรภาค 3 ที่ไม่เปิดภาพวงจรปิดให้ดูตามที่ร้องขอ
นายภัทรพงศ์กล่าวว่า เมื่อไม่ได้รับความร่วมมือในการตรวจสอบภาพวงจรปิด จึงเกิดความไม่ไว้วางใจต่อการทำงานของตำรวจ และตั้งคำถามว่าจะสามารถไว้วางใจเจ้าหน้าที่ได้อย่างไร หากตนเองร้องขอให้ตรวจสอบหลักฐานเพื่อความปลอดภัย แต่กลับไม่ได้รับการช่วยเหลือ
นายภัทรพงศ์กล่าวว่า หลังจากเดินทางไปทำธุระที่จ.นครราชสีมา ได้พูดคุยกับบุคคลที่รู้จักเกี่ยวกับข้อสงสัยว่ารถยนต์อาจมีเครื่องติดตามพิกัด GPS ติดตั้งอยู่ จึงเดินทางไปยังอู่ซ่อมรถแห่งหนึ่งในอ.เมือง จ.นครราชสีมา และพบอุปกรณ์ดังกล่าวติดอยู่บริเวณด้านหลังรถยนต์
เจ้าตัวระบุว่า อุปกรณ์ที่พบเป็นกล่องสีดำ 2 กล่อง โดยได้ถ่ายวิดีโอเอาไว้ขณะถอดอุปกรณ์ออกมา พบว่ากล่องหนึ่งไม่สามารถใช้งานได้ ซึ่งคาดว่าระบบอาจเสียหายจากการโดนน้ำ แต่ยังมีซิมการ์ดอยู่ ส่วนอีกกล่องหนึ่งยังมีไฟสีเขียวกะพริบในช่วงที่ยังไม่ได้ถอดสายออก
ตอนแรกตนเข้าใจว่าอุปกรณ์ดังกล่าวอาจเป็น GPS แต่ก็เกิดความกังวลว่าอาจเป็นวัตถุอันตรายหรือไม่ เพราะไม่ทราบแน่ชัดว่าเป็นอุปกรณ์ประเภทใด จึงตัดสินใจถอดขั้วสายออกก่อน เพื่อหยุดการทำงานของอุปกรณ์และหลีกเลี่ยงการถูกติดตาม
เจ้าตัวยังระบุว่า หลังถอดอุปกรณ์ออกจากรถแล้ว ขณะขับรถออกมา พบรถยนต์โตโยต้า วีออส สีบรอนซ์ทอง ซึ่งสงสัยว่าอาจขับติดตามตนอยู่ จึงเดินทางต่อโดยใช้เส้นทางมิตรภาพ ตั้งใจจะไปหาเพื่อนที่ จ.สระบุรี แต่ช่วงนั้นฝนตกหนัก ทำให้รถที่สงสัยว่าอาจติดตามมาไม่สามารถตามทัน
จากนั้นจึงนำซิมการ์ดที่อยู่ในอุปกรณ์ออกมาใส่โทรศัพท์ของเพื่อน แล้วทดลองโทรเข้าหมายเลขโทรศัพท์ของตนเอง เพื่อดูว่าซิมการ์ดดังกล่าวมีหมายเลขอะไร โดยพบว่าเป็นหมายเลขโทรศัพท์ที่ขึ้นต้นด้วย 094 ซึ่งเจ้าตัวเปิดเผยหมายเลขเพียงบางส่วน และระบุว่าเป็นซิมการ์ดของเครือข่ายโทรศัพท์สีแดง
นายภัทรพงศ์กล่าวว่า อยากทราบว่าซิมการ์ดดังกล่าวจดทะเบียนในชื่อใคร และผู้ที่เป็นเจ้าของซิมอยู่ในจ.อำนาจเจริญหรือไม่ จึงขอให้ประชาชนที่ทราบข้อมูลช่วยตรวจสอบ พร้อมเปิดเผยว่าได้ทดลองเติมเงินเข้าไปในซิมการ์ดแล้ว และพบว่าเป็นเครือข่ายโทรศัพท์สีแดง
นายภัทรพงศ์ อ้างว่า จากการสอบถามผู้รู้เกี่ยวกับอุปกรณ์ดังกล่าว ได้รับข้อมูลว่าอุปกรณ์อาจทำงานได้ 2 ระบบ คือ ระบบแรกส่งพิกัด GPS ไปยังแอปพลิเคชันของเจ้าของหมายเลขโทรศัพท์แบบเรียลไทม์ และสามารถระบุตำแหน่งได้ละเอียดถึงระดับบ้านเลขที่
ส่วนระบบที่สอง ซึ่งเจ้าตัวมองว่าสำคัญที่สุด คือความเป็นไปได้ที่อุปกรณ์จะสามารถดักฟังการสนทนาทางโทรศัพท์ได้ โดยอ้างว่าหากมีคนโทรเข้ามายังหมายเลขที่อยู่ในอุปกรณ์ เสียงสนทนาอาจถูกส่งไปยังผู้ที่ติดตามอยู่โดยอัตโนมัติ โดยไม่จำเป็นต้องกดรับสาย
เจ้าตัวระบุว่า ต้องการตรวจสอบประวัติการโทรเข้าและโทรออกของซิมการ์ดดังกล่าว โดยเฉพาะก่อนเวลา 14.00 น. ของวันที่ 15 ตุลาคม ว่ามีบุคคลจากจ.อำนาจเจริญ โทรเข้ามาหรือไม่ เพราะเชื่อว่าข้อมูลการโทรจะช่วยให้ทราบว่ามีใครเกี่ยวข้องกับการติดตามความเคลื่อนไหวของตน
หากทราบว่าใครเป็นเจ้าของซิมการ์ด ก็จะสามารถตรวจสอบต่อไปได้ว่าอุปกรณ์ดังกล่าวส่งสัญญาณไปหาใคร และบุคคลที่รับข้อมูลนั้นเกี่ยวข้องกับคนที่ถ่ายภาพรถยนต์ของตนแล้วนำไปเผยแพร่
พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า บุคคลที่เกี่ยวข้องอาจเป็นตำรวจที่ไม่สุจริต ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการปล่อยเงินกู้ หรือผู้ที่ช่วยเหลือเครือข่ายเว็บพนัน โดยอ้างว่ามีบุคคลในจ.อำนาจเจริญ ที่ตนสงสัยว่าประกอบอาชีพปล่อยเงินกู้และเปิดเว็บพนัน อย่างไรก็ตาม ข้อสงสัยดังกล่าวยังต้องได้รับการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่
นายภัทรพงศ์ กล่าวว่า โดยวันนี้ตนต้องการให้กองบังคับการปราบปรามช่วยอำนวยความยุติธรรม โดยให้เวลา 3 วันนับจากวันที่เข้าแจ้งความ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบและระบุให้ได้ว่าใครเป็นเจ้าของหมายเลขโทรศัพท์ดังกล่าว พร้อมแจ้งความในส่วนของ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และระบุว่าในทางปฏิบัติแล้วการตรวจสอบหมายเลขโทรศัพท์และข้อมูลการใช้งานน่าจะเป็นเรื่องที่สามารถดำเนินการได้
นอกจากนี้ ยังต้องการทราบว่าหมายเลขโทรศัพท์ดังกล่าวมีการโทรเข้าและโทรออกไปยังหมายเลขใดบ้างในช่วงก่อนที่ตนจะถอดสายอุปกรณ์ออกจากรถ เนื่องจากเชื่อว่าหมายเลขดังกล่าวน่าจะมีผู้ติดต่ออยู่ไม่มาก และอาจเป็นเบาะแสสำคัญในการหาตัวผู้เกี่ยวข้อง เชื่อถูกข่มขู่เพราะทำคดีสำคัญ ยืนยันเดินหน้าตรวจสอบต่อ
นายภัทรพงศ์ กล่าวว่า ในวันที่ 19 ต.ค.ที่จะถึงนี้จะเดินทางไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับกิจการโทรคมนาคม เพื่อขอให้ตรวจสอบเรื่องดังกล่าว โดยระบุว่าในครั้งก่อนที่ตนเคยถูกกระทำ ก็มีหน่วยงานออกมาช่วยปกป้อง
เมื่อถูกถามว่ากลัวหรือไม่กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เจ้าตัวตอบว่าไม่ได้กลัว แต่ตนก็เป็นเพียงมนุษย์คนหนึ่ง พร้อมตั้งคำถามว่าทำไมตนจึงถูกกระทำเช่นนี้ ทั้งที่เป็นคนออกมาต่อสู้เรียกร้องความถูกต้องและความยุติธรรม
นายภัทรพงศ์กล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นหลักฐานสำคัญที่ทำให้เห็นว่าการทำงานและการดำเนินคดีต่าง ๆ ของตนอาจทำให้บุคคลบางกลุ่มไม่พอใจ โดยเฉพาะคดีเขากระโดงและคดีเกี่ยวกับการสอบหัวหน้าส่วนราชการ รวมถึงประเด็นที่ตนกำลังตรวจสอบอยู่ จึงสงสัยว่าการติดตามความเคลื่อนไหวครั้งนี้อาจเกี่ยวข้องกับการทำคดีดังกล่าว
เจ้าตัวยังระบุว่า ในวันที่ 20 ต.ค.69 จะเดินหน้าตรวจสอบเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือกระทรวงยุติธรรม โดยต้องการให้ตรวจสอบเส้นทางการเงินของ นางสาวสุชาดา ซาง แทนทรัพย์ หรือ ส.ส.ไอเดีย พรรคภูมิใจไทย รวมถึงครอบครัวว่ามีการโอนเงินให้พรรคภูมิใจไทยหรือไม่
เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามว่า ผู้ที่จะถูกดำเนินคดีมีเพียงเจ้าของซิมการ์ดหรือไม่ นายภัทรพงศ์ตอบว่า ต้องตรวจสอบทุกคนที่โทรเข้ามาและเกี่ยวข้องกับการรับฟังเสียงจากอุปกรณ์ รวมถึงบุคคลที่ติดตามถ่ายภาพรถยนต์ของตนแล้วนำไปโพสต์ในกลุ่มหรือเพจต่าง ๆด้วย
