‘กรมทะเล’ เปิดภารกิจฟื้นฟูทะเลไทย โรงเพาะฟักเกาะมันใน เพาะพันธุ์และปล่อย ‘ลูกปะการัง’ คืนสู่ทะเลไทย ชี้โอกาสรอดเพียง หนึ่งในล้าน เท่านั้น
นายธนพล เพียวสูงเนิน “ไอโฟน” นักวิจัยอิสระประจำศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยฝั่งตะวันออก (ศวทอ.) กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) เผยภารกิจในการเพาะพันธุ์ปะการังจากเซลล์สืบพันธุ์ ที่ศูนย์ฯเกาะมันใน จ.ระยอง
“ปะการังในธรรมชาติมีสองแบบแบบที่ปล่อยตัวอ่อนมาเลย กับแบบที่ปล่อยเซลล์สืบพันธุ์ ที่เราทำอยู่คือการเพาะพันธุ์ปะการังจากเซลล์สืบพันธุ์ ข้อดีคือมันทำให้เกิดความหลากหลายทางพันธุกรรม ช่วยให้พวกมันทนทานต่อสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงได้ดีขึ้น”

โดยนักวิจัยต้องคอยเฝ้าสังเกตการณ์ทุกๆ 15 วัน ถึง 1 เดือน ตรวจเช็กสีของเซลล์สืบพันธุ์ในก้อนปะการัง หากเปลี่ยนเป็นสีชมพู นั่นคือสัญญาณเตือนว่า “พร้อมแล้ว”
นายธนพล เล่าว่า หนึ่งปี ปะการังแต่ละก้อนจะปล่อยไข่ได้แค่ครั้งเดียวเท่านั้น โคโลนีหนึ่งสามารถปล่อยเซลล์สืบพันธุ์ได้มากกว่า 1 ครั้ง ในคืนที่เหมาะสม ขึ้นกับชนิดและสภาพแวดล้อม นักวิจัยอธิบายถึงนาทีทอง พอถึงคืนแรม 3 ถึง 5 ค่ำ ในช่วงเวลา 18.00-21.00 น. เราต้องดำน้ำลงไปเฝ้าท่ามกลางความมืดมิดในธรรมชาติ ไข่ที่ลอยขึ้นมาส่วนใหญ่จะกลายเป็นอาหารของปลา

“หลังจากปะการังปล่อยเซลล์สืบพันธุ์ลงสู่มวลน้ำ ไข่และกลุ่มไข่–สเปิร์มจะเผชิญกับการถูกล่าจากทั้งปลาและสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังหลายชนิด” และต้องใช้เวลานานถึง 96 ชั่วโมงกว่าจะพัฒนาจนลงเกาะได้ โอกาสรอดเติบโตในธรรมชาติต่ำมาก ต้องเผชิญทั้งปรากฏการณ์ฟอกขาว อุณหภูมิน้ำที่สูงขึ้น และสาหร่ายที่เป็นนักล่า
ในโรงเพาะเลี้ยงขนาด 50 ตารางเมตรบนเกาะมันใน อาศัยพลังงานสะอาดจากโซลาร์เซลล์ ถังเพาะพันธุ์ปลาขนาด 1 ตันเรียงรายกว่า 30 ใบ เมื่อเพ่งลงไปจะเห็นแผ่นกระเบื้องสีน้ำตาล เริ่มมีรอยด่างๆของปะการังรังผึ้งอายุ 1 ปีมีเส้นผ่าศูนย์กลางแค่ 1 ซม.กระจายแทบทุกแผ่น

ทั้งหมดนี้คือฝันของ “ไอโฟน” และทีมปะการังนับสิบคน เพราะลูกปะการัง แต่ละชีวิตนับจากการลงเกาะ และเติบโตจนมีขนาดเท่ากำปั้นมือต้องใช้เวลานาน 5 ปีเพื่อคืนสู่ทะเล และโอกาสรอด “หนึ่งในล้าน”
เขาบอกว่า กระบวนการประคบประหงมชีวิตจิ๋วเหล่านี้ เต็มไปด้วยความพิถีพิถัน แม้จะเก็บเซลล์สืบพันธุ์มาได้นับหมื่นตัว แต่น้ำทะเลที่ใช้ต้องผ่านการพัก และกรองผ่านถุงกรองสีเขียวอย่างละเอียด เพื่อกำจัดตะกอน ในถังเพาะเลี้ยง และระบบน้ำ ซึ่งอุณหภูมิน้ำต้องควบคุมให้อยู่ที่ 28-29 องศาเซลเซียสอย่างสม่ำเสมอ เพราะปะการังเป็นสัตว์ที่มีความอ่อนไหวสูง
ศัตรูตัวฉกาจในโรงเพาะไม่ใช่สัตว์ร้าย แต่คือ สาหร่ายสีเขียว และสาหร่ายหินปูนที่โตไวกว่า และชอบขึ้นปกคลุมจนปะการังขาดแสงตาย แต่นักวิจัยที่นี่เลือกไม่ใช้สารเคมี โดยใช้ธรรมชาติคุมธรรมชาติ ด้วยการนำ “หอยตาวัว” และ “ปลาสลิดหิน” ลงไปอาศัยในถังอนุบาลที่มีแผ่นกระเบื้อง เพื่อให้พวกมันช่วยกินสาหร่าย ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยทำความสะอาดจิ๋วอย่างลงตัว

“จากแผ่นกระเบื้องขนาด 10×10 เซนติเมตร เราต้องดูแลประคบประหงมนานถึง 5 ปี กว่าลูกปะการังชนิดปะการังสมอง และปะการังช่องเหลี่ยมจะเติบโตได้ขนาดเท่ากำปั้น แต่นั่นคือขนาดที่พร้อมที่สุด เมื่อเรานำพวกมันกลับคืนสู่ท้องทะเล มันจะไม่เพียงแค่รอดชีวิต แต่จะกลายเป็น พ่อแม่พันธุ์ชุดใหม่ที่ช่วยปล่อยไข่ฟื้นฟูธรรมชาติอย่างยั่งยืน
เมื่อถามถึงความท้าทายเรื่องการปรับตัวต่อภาวะโลกร้อน นักวิจัยยอมรับว่าสภาพภูมิอากาศเป็นเรื่องยากเกินกว่ามนุษย์จะควบคุม แต่การนำปะการังสายพันธุ์เดียวกันจากหลากหลายต้นพ่อแม่มาผสมพันธุ์ คือการช่วยสร้างภูมิคุ้มกันทางธรรมชาติให้พวกมันแข็งแกร่งที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

นายธนพล บอกว่า งานนี้ท้าทายที่สุดคือเรื่องเวลา และแรงคน แต่ละวันเขาจึงไม่รู้สึกเหนื่อยที่ขลุกอยู่ในโรงเพาะ ซึ่งเขามองว่าเสน่ห์ของปะการังคือรูปลักษณ์ เพราะแต่ละตัวมีหน้าตาไม่เหมือนกันเลย เช่น ปะการังโขด ปะการังดอกไม้ ปะการังแกแลกซี่ ปะการังรังผึ้ง ทุกครั้งที่เห็นเศษกิ่งปะการังแตกหักเขาจึงไม่รอช้าที่จะหยิบพวกมันขึ้นมาสู่โรงเพาะชีวิต เวลาเห็นพวกมันเติบโตเต็มแผ่นกระเบื้อง และพร้อมกลับสู่ทะเล จะภูมิใจมากว่าเราทำได้ เราแก้ปัญหาสำเร็จ
บนเกาะมันในแห่งนี้ งานวิจัยปะการังจึงไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลข หรือห้องทดลอง แต่คือเรื่องราวของความรัก ความอดทน และการมอบโอกาสรอบสอง ให้กับผืนป่าใต้ท้องทะเลไทยได้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง