จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ดัน กม.คุ้มครองแรงงานทำที่บ้านฉบับใหม่ ค้างค่าจ้าง 7 วัน จ่ายเพิ่ม 15%
วันที่ 21 ต.ค.2569 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้แถลงต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในวาระพิจารณาร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้รับงานไปทำที่บ้าน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ซึ่งได้เข้าสู่การพิจารณาของสภาฯ อย่างเป็นทางการ โดยระบุถึงความจำเป็นในการยกระดับคุณภาพชีวิตและคุ้มครองสิทธิของผู้รับงานไปทำที่บ้านให้ทันต่อรูปแบบการทำงานในปัจจุบัน
นายจุลพันธ์ เปิดเผยว่า ตั้งแต่เข้ามาทำงาน มีโอกาสได้รับฟังเสียงจากพี่น้องแรงงานหลายท่านที่เป็นกลุ่มผู้รับงานมาทำที่บ้าน ไม่ว่าจะเป็นงานเย็บผ้า งานประดิษฐ์ หรืองานฝีมือต่างๆ หลายคนทำงานหนักตั้งแต่เช้าจรดเย็นเพื่อหาเงินเลี้ยงปากท้อง และดูแลครอบครัว
“สิ่งที่ผมได้ยินบ่อยครั้งและรู้สึกสะเทือนใจคือเรื่องการถูกเบี้ยวค่าแรง บางคนส่งงานแล้วแต่ไม่ได้เงิน ถูกเลื่อนจ่ายไปเรื่อยๆ บางคนแม้แต่เงินประกันที่วางไว้ก็ไม่ได้คืนอย่างเป็นธรรม ยิ่งไปกว่านั้น กฎหมายเดิมที่ใช้มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2553 ก็เก่าเกินกว่าจะตามทันโลกปัจจุบัน ทำให้พี่น้องแรงงานกลุ่มนี้กลายเป็นกลุ่มที่เปราะบางทางกฎหมายที่สุดกลุ่มหนึ่ง” นายจุลพันธ์ กล่าว

นายจุลพันธ์ กล่าวว่า เราตั้งใจผลักดันและเสนอร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองผู้รับงานไปทำที่บ้าน (ฉบับใหม่) เข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรในวันนี้เพื่อปิดช่องโหว่เดิมและคืนความเป็นธรรมให้ทุกคน
โดยหัวใจสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ คือการสร้างหลักประกันที่มั่นคง เริ่มตั้งแต่การแก้ปมเบี้ยวเงินและคิดดอกเบี้ยผิดนัด เพราะใครลงแรงทำงานก็ต้องได้เงินตรงเวลา หากผู้จ้างจ่ายช้า ผิดนัด หรือไม่ยอมคืนหลักประกัน จะต้องรับผิดชอบจ่ายทั้งดอกเบี้ยและเงินเพิ่มอย่างชัดเจนตามกฎหมาย พร้อมกันนี้ เรายังยกระดับมาตรฐานสากลเพื่อปกป้องอนาคตของเยาวชนด้วยการห้ามจ้างเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีทำงานที่บ้านอย่างเด็ดขาด และปรับเกณฑ์ห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีทำงานที่เสี่ยงอันตรายต่อสุขภาพ โดยมีบทลงโทษที่เด็ดขาดจริงจัง
“ขณะเดียวกัน ตัวบทกฎหมายต้องทันยุคสมัยและโปร่งใสด้วยการขยายคำนิยามให้ครอบคลุมการทำงานจริง รองรับเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ กำหนดสกุลเงินและอัตราค่าตอบแทนที่เป็นธรรม ตรวจสอบได้ และที่สำคัญคือการสร้างความเท่าเทียมในเชิงนโยบาย โดยปรับโครงสร้างคณะกรรมการฯ ให้คำนึงถึงสัดส่วนความเสมอภาคทางเพศเพื่อให้ทุกนโยบายสะท้อนเสียงของคนทำงานทุกกลุ่มอย่างรอบด้านที่สุด” นายจุลพันธ์ กล่าว
โดยร่างกฎหมายฉบับนี้มีสาระสำคัญคลอบคลุมเนื้อหาดังนี้
1. ขยายขอบเขตงานและปรับปรุงบทนิยามให้ทันสมัย ปรับปรุงนิยาม “งานที่รับไปทำที่บ้าน” จากเดิมที่เน้นเฉพาะกิจการอุตสาหกรรม ให้ขยายครอบคลุมถึงงานในกิจการพาณิชยกรรม เกษตรกรรม หรืองานบริการ ตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา เพื่อให้แรงงานในหลากหลายมิติได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย รองรับระบบการทำงานยุคดิจิทัล โดยเพิ่มบทนิยามคำว่า “เอกสาร” ให้ครอบคลุมถึงข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ตามกฎหมายว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์
2. คุ้มครองสิทธิประโยชน์และหลักประกันค่าตอบแทนที่เป็นธรรม กำหนดให้ผู้จ้างงานต้องจ่ายค่าตอบแทนไม่น้อยกว่าอัตราค่าจ้างตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน (กรณีลักษณะงานเหมือนกับในสถานประกอบการ) หรือตามที่คณะกรรมการกำหนด โดยต้องจ่ายเป็นเงินตราไทย เว้นแต่จะได้รับความยินยอมให้จ่ายเป็นตั๋วเงินหรือเงินตราต่างประเทศ
กำหนดดอกเบี้ยผิดนัดร้อยละ 15 ต่อปี หากผู้จ้างงานไม่คืนหลักประกัน ไม่จ่ายค่าตอบแทน ค่ารักษาพยาบาล ค่าฟื้นฟูสมรรถภาพ หรือค่าทำศพ มาตรการสกัดการเบี้ยวหนี้ หากผู้จ้างงานจงใจค้างจ่ายเงินโดยไม่มีเหตุผลอันสมควรเมื่อพ้น 7 วัน จะต้องจ่ายเงินเพิ่มอีกร้อยละ 15 ของเงินค้างจ่ายในทุกระยะเวลา 7 วัน
ทั้งนี้ เพื่อความเป็นธรรมแก่ฝ่ายผู้จ้างงาน หากผู้รับงานไม่ยอมรับเงินหรือไม่สามารถรับเงินได้ ผู้จ้างงานสามารถนำเงินไปวางมอบไว้แก่อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เพื่อระงับภาระดอกเบี้ยหรือเงินเพิ่มดังกล่าวได้
3. ปรับปรุงบทกำหนดโทษเพื่อคุ้มครองความปลอดภัยขั้นสูงสุด เพิ่มความเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมาย กรณีให้เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี หรือหญิงมีครรภ์ทำงานอันตราย จนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กาย จิตใจ หรือถึงแก่ชีวิต โดยมีบทกำหนดโทษจำคุกสูงสุดถึง 4 ปี หรือปรับสูงสุด 2,000,000 บาท