เปิดมุมมอง “สมาธิสั้นในผู้ใหญ่” เข้าใจอาการ ลดการตีตรา เข้าถึงการรักษาอย่างเหมาะสม เพราะ ภาวะสมาธิสั้น ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในเด็ก และไม่ได้หายไปเองเมื่อโต
เคยสงสัยไหมว่าทำไมผู้ใหญ่บางคนถึงทำงานไม่เสร็จ จัดการเวลาไม่ได้ จัดลำดับความสำคัญของงานไม่ถูก ลืมบ่อย นั่งประชุมนานไม่ได้ มีอะไรมาดึงความสนใจนิดเดียวก็หลุด หรือมีปัญหาความสัมพันธ์ซ้ำ ๆ ทั้งที่พยายามแล้ว ปัญหาเหล่านี้มักถูกมองว่าเกิดจากนิสัย บางคนอาจถูกมองว่าขี้เกียจหรือจัดการชีวิตไม่ดี จนตำหนิตัวเอง โดยไม่รู้ว่าอาการที่กำลังเผชิญอยู่อาจเป็นสัญญาณของสมาธิสั้น
เพราะ ภาวะสมาธิสั้น หรือ ADHD (Attention Deficit Hyperactivity Disorder) ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในเด็ก และไม่ได้หายไปเองเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ แต่เป็นภาวะที่อาจเป็นต่อเนื่องจนโต และหลายคนมารู้ตัวตอนเป็นผู้ใหญ่
นี่จึงเป็นประเด็นสำคัญที่งาน “เปิดหัวใจ เข้าใจสมาธิสั้น ปลดล็อกศักยภาพที่แท้จริง” ต้องการสื่อสารกับสังคม โดยงานนี้เกิดจากความร่วมมือของ 10 ภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชน ได้แก่ แพทยสมาคมแห่งประเทศไทยกรุงเทพมหานคร สมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย ชมรมจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นแห่งประเทศไทย สมาคมพัฒนาการและพฤติกรรมเด็ก สมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย บริษัท ทรู ดิจิทัล กรุ๊ป จำกัด บริษัท ยูนิ ชาร์ม (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท การ์ตูน คลับ มีเดีย จำกัด และบริษัท ทาเคดา (ประเทศไทย) จำกัด

เมื่อสมาธิสั้นไม่ได้หยุดอยู่แค่ในวัยเด็ก
ศ.เกียรติคุณ นพ.รณชัย คงสกนธ์ ประธานคณะทำงานส่งเสริมความเข้าใจโรคสมาธิสั้น (ADHD) ประเทศไทย กล่าวว่า งานนี้จัดขึ้นเป็นปีที่ 2 มีเป้าหมายเพื่อให้สังคมเข้าใจปัญหาภาวะสมาธิสั้นให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เพื่อนำไปสู่การดูแลรักษาตั้งแต่เนิ่น ๆ ที่ผ่านมา สังคมมักจะเชื่อมโยงภาวะสมาธิสั้นเข้ากับเด็กที่ซุกซน อยู่ไม่นิ่ง มีพฤติกรรมควบคุมยาก และคิดว่าอาการจะหายเมื่อโตขึ้น แต่ในความเป็นจริง ภาวะนี้สามารถเป็นต่อเนื่องจากวัยเด็กสู่วัยผู้ใหญ่ได้ แต่อาการอาจเปลี่ยนแปลงไป ทำให้ผู้ใหญ่บางคนไม่ตระหนักว่าปัญหาที่เผชิญอยู่อาจเกี่ยวข้องกับภาวะนี้

“สิ่งสำคัญคือการทำให้สังคมรับรู้และเข้าใจว่าผู้ใหญ่ก็มีภาวะสมาธิสั้นได้ เมื่อผู้คนเปิดใจและเข้าใจมากขึ้น ก็จะช่วยลดการตีตรา หรือ Stigma ที่มีต่อผู้มีภาวะสมาธิสั้น ทำให้ผู้ที่มีปัญหากล้าเปิดเผยตัวเองและเปิดใจที่จะเข้าสู่กระบวนการดูแลรักษา ซึ่งจะทำให้เขาสามารถดึงศักยภาพของตนเองกลับมาให้เกิดประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ ไม่ถูกบดบังจากอาการสมาธิสั้น”
ด้าน ศ.นพ.ชวนันท์ ชาญศิลป์ ประธานราชวิทยาลัยจิตแพทย์แห่งประเทศไทย ให้ข้อมูลว่า เด็กที่มีภาวะสมาธิสั้นประมาณ 40–50% ยังคงมีอาการต่อเนื่องมาจนถึงวัยผู้ใหญ่ จากสถิติพบว่าผู้ใหญ่ที่มีภาวะนี้มีประมาณ 3% ของประชากรผู้ใหญ่ อาการในวัยผู้ใหญ่อาจแสดงออกด้วยการขาดสมาธิ เริ่มต้นงานได้แต่ทำไม่เสร็จ จัดลำดับความสำคัญของงานได้ยาก ผลัดวันประกันพรุ่ง ลืมนัดหมาย วอกแวกง่าย บางรายมีอาการหงุดหงิด กระวนกระวาย ปัญหาเหล่านี้อาจสะสมจนกระทบประสิทธิภาพในการทำงาน บางรายอาจมีปัญหาการควบคุมอารมณ์ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์กับคนใกล้ชิด
“เราไม่ควรทนอยู่กับอาการที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาตัวเอง โรคนี้มีการรักษาที่ได้ผลดี ผู้ป่วย 70–80% ตอบสนองต่อการรักษาตั้งแต่ได้รับยาตัวแรก การเข้ารับการประเมินตัวเองจึงเป็นโอกาสสำคัญที่จะช่วยให้คุณภาพชีวิตของผู้มีภาวะสมาธิสั้นเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นได้”
อย่างไรก็ตาม อาการที่เกิดขึ้นดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าบุคคลนั้นจะมีภาวะสมาธิสั้นเสมอไป เพราะอาจเกิดจากความเครียดสะสม พักผ่อนน้อย ภาวะหมดไฟ หรือปัญหาสุขภาพอื่น ๆ การสังเกตตัวเองจึงเป็นจุดเริ่มต้น ไม่ใช่ข้อสรุป หากสงสัยว่าตนเองอาจมีภาวะนี้ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อวินิจฉัย
รู้จักตัวเองใหม่ เปลี่ยนการตำหนิเป็นความเข้าใจ
การได้รับการประเมินและเข้าใจสาเหตุของปัญหาอย่างถูกต้อง จะช่วยให้ผู้ที่มีภาวะสมาธิสั้นมองย้อนกลับไปทำความเข้าใจตัวเอง และเริ่มวางแผนดูแลชีวิตให้เหมาะมากขึ้น

รศ.นพ.ณัทธร พิทยรัตน์เสถียร ประธานชมรมจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น กล่าวว่า ภาวะสมาธิสั้นก่อให้เกิดปัญหาแตกต่างกันไปตามวัย ในเด็กอาจส่งผลต่อการเรียน เมื่อเข้าสู่วัยรุ่นอาจเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมเสี่ยงและความสัมพันธ์ ส่วนวัยผู้ใหญ่ ปัญหามักอยู่ที่การทำงาน การสร้างความสัมพันธ์ และการดำเนินชีวิตประจำวัน
ดังนั้น จึงต้องมีการดูแลอย่างต่อเนื่องและปรับให้เหมาะสมกับวัย โดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ ซึ่งเจ้าตัวควรมีส่วนร่วมในการทำความเข้าใจอาการของตนเอง เรียนรู้วิธีปรับตัว
“การมีภาวะสมาธิสั้นไม่ได้หมายความว่าบุคคลนั้นจะมีแต่ข้อจำกัด แต่ละคนยังมีความสามารถที่พัฒนาได้เมื่อได้รับการรักษา คนสมาธิสั้นหลายคนมีความคิดสร้างสรรค์ มีความแปลกใหม่ และมีเรื่องสนุก ๆ อยู่เสมอ เพราะฉะนั้นจึงไม่ควรมองข้ามปัญหา แต่ควรยอมรับความแตกต่าง และช่วยให้แต่ละคนจัดการกับอุปสรรคและค้นพบศักยภาพของตัวเอง”
เข้าใจให้ถูก เปิดใจให้เป็น พื้นที่ปลอดภัยเริ่มจากคนรอบข้าง
คนรอบข้างถือว่ามีบทบาทสำคัญที่จะช่วยให้ผู้มีภาวะสมาธิสั้นได้รับการดูแลรักษาเร็วขึ้น การสังเกตอย่างเข้าใจและแนะนำให้เขาเข้ารับการประเมินโดยไม่ตัดสิน จะช่วยลดความกังวลและทำให้ผู้ที่กำลังเผชิญปัญหากล้าขอความช่วยเหลือมากขึ้น
ในส่วนของเด็ก ศ.นพ.วิฐารณ บุญสิทธิ รองประธานราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย และสมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย เน้นย้ำว่า พ่อแม่และครอบครัวมีบทบาทสำคัญ 2 ประการ อันดับแรกคือทำความเข้าใจว่าเด็กที่มีภาวะสมาธิสั้นไม่ได้ตั้งใจที่จะซน ดื้อ หรือขาดความรับผิดชอบ แต่เป็นเพราะสมองของเขาทำงานบกพร่อง ความเข้าใจในจุดนี้จะช่วยให้ผู้ปกครองลดความคาดหวังที่มีต่อเด็ก และหันมาจัดสภาพแวดล้อม วางกติกา รวมทั้งฝึกทักษะการจัดการชีวิตอย่างเป็นขั้นตอน บทบาทที่สองคือการช่วยให้เด็กฝึกกำกับตนเอง
โดยจัดสภาพแวดล้อมให้เป็นระเบียบ กำหนดกติกาล่วงหน้า และใช้เครื่องมือช่วยเตือนตามความเหมาะสม เมื่อเขากำกับตัวเองได้ดี ก็ให้ชื่นชมเพื่อให้เกิดความภูมิใจ แต่ถ้ายังทำไม่ได้ ก็ต้องหาตัวช่วย เช่น การใช้กระดาษโพสต์อิท แปะเตือนว่าต้องทำอะไรบ้าง หรือการแบ่งงานที่ยากและใช้เวลานานออกเป็นช่วงสั้น ๆ

แนวทางดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า การดูแลผู้มีภาวะสมาธิสั้นไม่ใช่หน้าที่ของคนใดคนหนึ่ง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย ทั้งบ้าน โรงเรียน และแพทย์ เพื่อให้การช่วยเหลือสอดคล้องกันและต่อเนื่อง
ในมุมของกรุงเทพมหานคร นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า การดูแลเด็กที่มีความต้องการพิเศษทางการเรียนรู้เป็นส่วนหนึ่งของการทำให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่ทุกคนสามารถเติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพ ซึ่งครูนับว่ามีบทบาทสำคัญในการสังเกตปัญหา ทำความเข้าใจ และปรับรูปแบบการเรียนการสอนให้เหมาะสม ขณะเดียวกัน สังคมต้องเปิดใจยอมรับความแตกต่าง เพื่อไม่ให้เด็กคนใดถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
“ครูที่เข้าใจปัญหาจะช่วยเหลือเด็กได้ตรงจุด และนำความรู้ไปขยายผลสู่ครูคนอื่น ๆ สิ่งสำคัญคือต้องทำให้ทุกคนเข้าใจว่า แม้เด็กกลุ่มนี้ไม่ใช่ลูกหลานเรา แต่เขาอาจเป็นเพื่อนของลูกหรือคนในชุมชน หากสังคมเข้าใจ เราก็สามารถเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมแก้ปัญหาและช่วยเหลือเด็ก ๆ ได้”
อีกหนึ่งภาพสะท้อนของความร่วมมือดังกล่าวคือประสบการณ์ของ นางสาวจาริณี บัวคำ ครูการศึกษาพิเศษ โรงเรียนวัดวิมุตยาราม ซึ่งได้รับรางวัลจากการทำงานดูแลเด็กสมาธิสั้น โดยมองว่ารางวัลนี้เป็นกำลังใจให้ครูเดินหน้าพัฒนาการดูแลเด็กที่มีความแตกต่างต่อไป
“สิ่งสำคัญที่ได้เรียนรู้จากการทำงานคือพลังแห่งความร่วมมือระหว่างครูกับผู้ปกครอง โรงเรียนกับบ้าน เมื่อทุกฝ่ายช่วยกัน เด็กก็มีโอกาสค้นพบความสามารถที่แท้จริงของเขา บรรลุเป้าหมาย และใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข”
จากเวทีเสวนาสู่การสร้างความเข้าใจในชีวิตจริง
ในงาน “เปิดหัวใจ เข้าใจสมาธิสั้น ปลดล็อกศักยภาพที่แท้จริง” มีกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย ทั้งโซนให้ความรู้ และเวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ผู้มีประสบการณ์ตรง และผู้ที่มีบทบาทในการดูแลผู้มีภาวะสมาธิสั้น เพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานเข้าใจภาวะสมาธิสั้นอย่างรอบด้าน
หนึ่งในเวทีสำคัญคือการพูดคุยในหัวข้อ “คนธรรมดาในโลกพิเศษ” โดย ผศ.นพ.สมบูรณ์ หทัยอยู่สุข และ พญ.อนัญญา สินรัชตานันท์ ที่มาร่วมให้ความรู้เพื่อแยกแยะความเข้าใจที่ถูกต้องออกจากความเชื่อที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับสมาธิสั้น
ขณะที่เวทีพูดุคยในหัวข้อ “โลกของผู้อยู่เคียงข้าง” ได้เปิดพื้นที่ให้ผู้ปกครองและครูที่ดูแลเด็กสมาธิสั้น มาแบ่งปันประสบการณ์กับ รศ.นพ.เทอดพงศ์ ทองศรีราช เพื่อสะท้อนบทบาทของคนใกล้ชิดในการช่วยให้ผู้มีภาวะสมาธิสั้นก้าวผ่านอุปสรรค

อีกช่วงที่สอดรับกับเป้าหมายหลักของงาน คือ การพูดคุยในหัวข้อ “โลกที่พบได้ในวันเติบใหญ่” โดย นพ.อภิชาติ จริยาวิลาศ และผู้มีภาวะสมาธิสั้น ซึ่งได้ถ่ายทอดมุมมองเกี่ยวกับการมีภาวะสมาธิสั้นในผู้ใหญ่ ทำให้ประเด็นที่หลายคนอาจไม่เคยตระหนักกลายเป็นเรื่องที่เข้าใจและเข้าถึงได้มากขึ้น
นอกจากนี้ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ยังได้มอบโล่และเกียรติบัตรเป็นกำลังใจให้บุคลากรทางการศึกษาในสังกัดกรุงเทพมหานคร ที่เป็นต้นแบบด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้มีภาวะสมาธิสั้น
สำหรับผู้ที่สงสัยว่าตนเองมีภาวะสมาธิสั้น อาจเริ่มต้นจากการทำแบบประเมินตัวเองโดยเลือกใช้แบบฟอร์มประเมินจากแหล่งที่เชื่อถือได้ หรือปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินอาการอย่างละเอียด การเข้าใจตัวเองไม่มีคำว่าสาย ไม่ว่าจะรู้ตอนอายุเท่าไร การดูแลที่ถูกต้องจะช่วยให้ชีวิตดีขึ้นได้