“กรมทะเล” เปิดภารกิจตามล่า “อึพะยูน” เบาะแสทองคำกลางอันดามัน ถอดรหัสความเครียดชีวิตที่เหลืออยู่ของสัตว์สงวนไทย พร้อมวางแผนป้องกัน-ติดตามสุขภาพเชิงรุก
ท่ามกลางผืนน้ำสีฟ้าครามแห่งท้องทะเลอันดามัน มีภารกิจเงียบๆ แต่เต็มไปด้วยความหวังและความท้าทายของทีมสัตวแพทย์ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ที่ต้องทำงานแข่งกับเวลา เพื่อยื้อชีวิต “พะยูน” สัตว์สงวนหายากใกล้สูญพันธุ์ของไทยที่เหลืออยู่เพียง 200 กว่าชีวิตในธรรมชาติ
“เราไม่สามารถจับตัวพะยูนขึ้นมาตรวจสุขภาพ เจาะเลือด หรือวัดค่าฮอร์โมนได้เหมือนสัตว์ชนิดอื่น” สัตวแพทย์หญิงวัชรา ศากรวิมล หัวหน้ากลุ่มสัตว์ทะเลหายาก ศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยตอนกลาง บอกถึงข้อจำกัด เพราะพะยูนเป็นสัตว์ sensitive ความเครียดจากการถูกจับอาจรุนแรงถึงขั้นทำให้มันช็อกและตายได้ คำถามคือแล้วสัตวแพทย์จะรู้ได้อย่างไรว่า พะยูนในธรรมชาติเครียด ป่วย หรือมีสุขภาพอย่างไร คำตอบกลับซ่อนอยู่ใน “อึพะยูน” นั่นเอง
ก้อนสีเขียวนุ่มเท่ากำปั้น ขุมทรัพย์ทางวิทยาศาสตร์ที่หายากยิ่งกว่าทองคำ เพราะเวลาพะยูนอึออกมาในทะเล มันจะละลายน้ำ และฟุ้งกระจายรวดเร็วมาก ทำให้ทุกนาทีที่ออกเดินสำรวจแปลงหญ้าทะเล หรือสำรวจประชากรพะยูน ถ้าเจอก้อนต้องสงสัยว่าอึพะยูน ทีมจะไม่พลาดเก็บตัวอย่างกลับมา
“อึพะยูน” ทองคำกลางอันดามัน บันทึกสุขภาพเคลื่อนที่ หมออุ๋ย บอกว่าสำหรับคนทั่วไป อึอาจเป็นเพียงของเสีย แต่สำหรับทีมวิจัย อึพะยูนเปรียบเสมือน บันทึกสุขภาพเคลื่อนที่ เพราะในก้อนอึสีเขียวนุ่มขนาดพอดีกำปั้น ลักษณะะความนุ่มคล้ายยาสีฟันที่บีบออกมา กลิ่นคล้ายอึวัวกินหญ้า ไม่ได้เหม็นรุนแรงเหมือนสัตว์อื่น แต่ซ่อนข้อมูลสำคัญไว้มากมาย ทั้งระดับฮอร์โมนความเครียด ปริมาณพยาธิในลำไส้ และ DNA เพื่อศึกษาความหลากหลายทางพันธุกรรม
ในอดีตการศึกษาพันธุกรรมของพะยูน ทำได้เพียงรอเก็บซากที่ตายแล้ว หรือตัวที่มาเกยตื้น ซึ่งไม่อาจสะท้อนภาพรวมของประชากรที่มีชีวิตอยู่ได้อย่างแม่นยำ การถอดรหัสพันธุกรรมจากอึของพะยูนที่มีชีวิตอยู่ จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะบอกว่า ประชากรพะยูนเริ่มมีภาวะเลือดชิด (Inbreeding) จากจำนวนที่ลดลงจนน่าห่วงแล้วหรือยัง
ภารกิจเก็บ “อึพะยูน” ยากเย็นแสนสาหัส เพราะตลอด 1 ปีเต็ม ทีมวิจัยเพิ่งเก็บตัวอย่างอึพะยูนมาได้เพียง 5 ตัวอย่างเท่านั้น โดยหนึ่งในนั้นคือ “อึของพะยูนมิราเคิล” ตัวตึงแห่งอ่าวตังเข็น เกาะภูเก็ตที่มักหากินใกล้ชายฝั่ง จนกลายเป็นขวัญใจของนักท่องเที่ยว
สัตวแพทย์หญิง ปิยรัตน์ คุ้มรักษา หรือ หมอฝ้าย นายสัตวแพทย์ปฏิบัติการ ศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอันดามันตอนล่าง บอกว่า วันนั้นค่อนข้างโชคดี ทีมของพี่ป๊อป นายธีรศักดิ์ ศักดิ์ศรีทวี นักวิทยาศาสตร์พลเมือง (Citizen Scientist) ที่ทำงานร่วมกับ ทช.บินโดรนสำรวจประชากรพะยูน บังเอิญเจอพะยูนมิราเคิล กำลังอึออกมา จึงลงเรือกับทีมวิจัยไปใช้สวิงช้อนขึ้นมาอย่างระมัดระวังที่สุด ก่อนจะรีบจัดส่งตัวอย่างบางส่วนไปวิเคราะห์จุลชีพในทางเดินอาหารร่วมกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (มอ.)
หมอฝ้าย ย้ำว่า อึพะยูนเปรียบเสมือนทองคำเพราะหาได้ยาก เพียงแค่ 1 ตัวอย่างสามารถวิเคราะห์และบอกข้อมูลสำคัญได้มหาศาล ทั้งภาวะสุขภาพ ระดับความเครียดจากฮอร์โมน รวมถึงจุลชีพในทางเดินทางอาหาร และข้อมูลไมโครไบโอม (Microbiome) เพื่อสร้างเป็นฐานข้อมูลพัฒนาการดูแลพะยูนเกยตื้น รวมทั้งการปรับสูตรอาหารได้ เพราะในอนาคตยังไม่รู้ว่าหญ้าทะเลจะมีเพียงพอหรือไม่
“หนึ่งในก้อนอึตัวอย่าง ที่เก็บจากซากสดพะยูนที่เกยตื้นตายในช่วงวิกฤตหญ้าทะเลเสื่อมโทรมปี 2568 เราพบฮอร์โมนความเครียด Cortisol ที่ผลิตจากต่อมใต้สมอง มีระดับความเครียดอยู่ที่ราว 30-40 ไมโครกรัมต่อเดซิลิตร แม้จะอยู่ในช่วงเกือบขอบบน แต่ยังไม่เกินบันทึกความเครียดของมานาที สัตว์กลุ่มเดียวกับพะยูนที่เคยมีรายงาน 45 ไมโครกรัมต่อเดซิลิตรขึ้นไป”
เธอบอกว่า ประเด็นนี้ก็ถือข้อจำกัดทางวิชาการ การระบุค่ามาตรฐานปกติในธรรมชาติทำได้ยาก เนื่องจากพะยูนที่เกยตื้น มักมีอาการเจ็บป่วยร่วมด้วย ทำให้ฮอร์โมนมีความผิดปกติอยู่แล้ว อีกทั้งเรายังไม่มีฐานข้อมูลจาก “อึพะยูน” ที่ยังมีชีวิตว่ามีระดับความเครียดมากแค่ไหน จึงยังต้องต่อจิ๊กซอว์จากอึสดๆ จากตัวในธรรมชาติ
นอกจากนี้ หมอฝ้าย ยังกังวลว่าด้วยสถานการณ์ของซุปเปอร์เอลนีโญในช่วงปลายปีจนถึงปี 2570 ทำให้หญ้าทะเลฟื้นตัวไม่ทัน โดยเฉพาะชะเงาใบมะกรูด ของโปรดพะยูนในฝั่งทะเลตรัง ซึ่งเขาต้องกินอย่างน้อย 3% ของน้ำหนักตัวหรือราว 3 กิโลกรัมต่อวันสำหรับตัวเต็มวัยที่หนักเกิน 200 กิโลกรัมขึ้นไป จนอาจส่งผลกระทบต่อพะยูนเต็มวัยที่ต้องกินอาหารปริมาณมาก
บทเรียน “มาเรียม” สู่การคืนถิ่นและหวังฟื้นฟู
หมออุ๋ย บอกว่า นับตั้งแต่บทเรียนสุดสะเทือนใจจากการดูแล “น้องมาเรียม” ลูกพะยูนขวัญใจคนไทยที่ต้องจากไปเพราะการกลืนขยะพลาสติก มาจนถึงวิกฤตหญ้าทะเลในปัจจุบัน ทีมสัตวแพทย์และนักอนุรักษ์ยังคงทำงานอย่างหนักและไม่เคยหมดหวัง
ข่าวดีก็คือ แหล่งหญ้าทะเลบางแห่งเริ่มฟื้นตัวขึ้นบ้างแล้ว พะยูนบางส่วนที่เคยอพยพหนีตายเริ่มทยอยว่ายกลับคืนสู่บ้านเดิม จากช่วงที่ประชากรในพื้นที่เดิมลดต่ำสุดเหลือเพียง 70 กว่าตัว ตอนนี้เริ่มพบการทยอยกลับมาเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 100 ตัวแล้ว
วิกฤตครั้งนี้กลายเป็นบทเรียนราคาแพงที่ทำให้ทุกภาคส่วนหันมาร่วมมือกันอย่างจริงจัง มีการออกแบบเครื่องมือประมงที่เป็นมิตรกับพะยูน การกำหนดมาตรการคุ้มครองในแหล่งอพยพใหม่ๆ รวมถึงการใช้ข้อมูลจาก “อึพะยูน” มาช่วยวางแผนป้องกันและติดตามสุขภาพเชิงรุก
แม้จะเป็นเพียงก้อนอึเล็กๆ ที่ลอยอยู่กลางทะเลกว้าง แต่นี่คือ “เสียงตะโกนจากพะยูน” ที่ทีมสัตวแพทย์กำลังรับฟังอย่างตั้งใจ เพื่อให้แน่ใจว่าสัตว์สงวนร่างยักษ์ผู้ใจดีแห่งท้องทะเลไทย จะยังคงมีบ้านที่ปลอดภัย

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน