เหมืองทองขนาดเล็ก เกลื่อนแม่น้ำโขง เพิ่มภัยเงียบสารหนู “ครูตี๋” ชี้สุดอันตรายใช้แบคโฮขุดทำสารพิษฟุ้งกระจาย จี้ MRC-หน่วยงานที่รับผิดชอบท้้งไทย-ลาวเร่งแก้ไขด่วน
วันที่ 4 พ.ย.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์จากจุดชมวิวห้วยทรายมาน ต.ริมโขง อ.เชียงของ จ.เชียงราย เผยให้เห็นสภาพแม่น้ำโขงในช่วงระดับน้ำลดต่ำจนเกิดสันทรายขนาดใหญ่เป็นวงกว้าง บริเวณกลางลำน้ำพบเครื่องจักรหนัก ซึ่งประกอบไปด้วยรถแบคโฮ 2 คัน และรถไถ 1 คัน กำลังเดินหน้าขุดตักทรายอย่างต่อเนื่อง
การดำเนินการดังกล่าวเกิดขึ้นบริเวณใกล้ปากแม่น้ำงาว ฝั่งบ้านปากงาว เมืองห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว สปป.ลาว ตรงข้ามกับบ้านเมืองกาญจน์ ต.ริมโขง อ.เชียงของ จ.เชียงราย โดยมีการตั้งโป๊ะร่อนทองคำปฏิบัติงานอยู่กลางลำน้ำโขง แนวการขุดตักทรายทอดยาวขวางทิศทางการไหลของน้ำไปเกือบครึ่งหนึ่งของความกว้างแม่น้ำ รถแบคโฮขุดตักทรายจากขอบสันดอนติดร่องน้ำลึกเข้าไปเรื่อยๆ จนเกิดรอยเว้าแหว่ง

ซึ่งจุดสกัดหินทรายนี้อยู่ห่างจากตัวอำเภอเชียงของไปทางอำเภอเชียงแสนประมาณ 12 กิโลเมตร ส่งผลกระทบต่อร่องน้ำอย่างเห็นได้ชัด โดยบริเวณดังกล่าวนั้นเป็นพื้นที่เหนือจุดใช้น้ำอุปโภคบริโภคที่หนาแน่นของทั้งฝั่งไทยและฝั่งลาว
นายนิวัฒน์ ร้อยแก้ว หรือ “ครูตี๋” ประธานกลุ่มรักษ์เชียงของ จ.เชียงราย เปิดเผยถึงสถานการณ์มลพิษข้ามพรมแดนว่า บริเวณดังกล่าวคือ บ้านเมืองกาญจน์ ซึ่งมีการทำเหมืองขนาดเล็กในแม่น้ำโขงและปล่อยสารพิษลงแม่น้ำโขงอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเป็นการร่อนหรือทำงานตลอด 24 ชั่วโมง
“เหมืองแบบนี้คือเหมืองขนาดเล็กที่ทำอยู่กลางแม่น้ำโขง ไม่ได้มีเหมืองเดียว แต่นี่คือตัวอย่าง มีอีกหลายเหมือง ทางตอนล่างลงไป จนไปถึงจุดที่จะสร้างเขื่อนปากแบงมีสิบกว่าเหมืองด้วยกัน นี่คืออันตรายที่สุดสำหรับแม่น้ำ เพราะว่าการทำเหมืองอย่างเนี้ย ปล่อยสารเคมีลงสู่แม่น้ำโดยตรงเลย สารพิษหรือสารหนูก็ฟุ้งกระจายจากการขุดโดยรถแบคโฮที่ทำงานอยู่” ครูตี๋ระบุ
ครูตี๋กล่าวเพิ่มเติมว่า การขุดดอนแม่น้ำโขงขึ้นมาร่อนทองกลางลำน้ำ ทำให้สารหนูที่สะสมอยู่ในดินและชั้นหินเกิดการฟุ้งกระจายลงสู่ลำน้ำโดยตรงตลอดเวลา ซึ่งอันตรายไม่แพ้เหมืองขนาดใหญ่บนภูเขา และยังสร้างความกังวลอย่างมากต่ออนาคตเมื่อโครงการเขื่อนปากแบงก่อสร้างแล้วเสร็จ
“สิ่งที่น่ากลัวคือ เมื่อเขื่อนปากแบงสร้างเสร็จ ระดับน้ำสูงขึ้น น้ำก็จะท่วมเหมืองพวกนี้ เหมืองเก่าพวกนี้ที่เคยขุดไว้ สารหนูก็จะฟุ้งกระจายไปในอ่างเก็บน้ำที่เกิดจากเขื่อน นี่คือความน่ากลัวอย่างยิ่งในอนาคต การทิ้งสารพิษลงแม่น้ำทำให้ความเข้มข้นของสารหนูเพิ่มขึ้นตลอดเวลา มันไม่ได้มีผลกระทบแค่คนทางฝั่งบ้านเราในประเทศไทยเท่านั้น แต่มันกระทบทั้งสองฝั่งในเรื่องของสุขภาพ เรื่องการใช้น้ำในการอุปโภคและบริโภคต่าง ๆ ทั้งเหมืองในเขตเมืองเงินและแขวงอุดมไซ” ครูตี๋กล่าว
ประธานกลุ่มรักษ์เชียงของ กล่าวเพิ่มเติมว่า จึงขอเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการแม่น้ำโขง ซึ่งเป็นแม่น้ำนานาชาติ เร่งเข้ามาแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง
“นี่คือสิ่งสำคัญที่สุดที่ผู้คนที่อยู่ริมแม่น้ำโขงจะต้องตระหนักว่า นี่คืออันตรายที่เกิดจากการทำเหมืองขนาดเล็กซึ่งบางครั้งผู้คนยังไม่ได้คิดถึงอันตรายของมัน และสิ่งหนึ่งที่อยากฝากไปก็คือ หน่วยงานที่มีความเกี่ยวข้องกับเรื่องของการจัดการแม่น้ำเนี่ย เรื่องอย่างนี้มันเกิดขึ้นเนี่ย แล้วมีผลต่อสุขภาพของผู้คนทั้งสองฝั่งนะ ไม่ใช่ฝั่งประเทศบ้านเราอย่างเดียว ทั้งฝั่งพี่น้องทางฝั่งลาวด้วย เราใช้น้ำร่วมกัน
เพราะฉะนั้น องค์กรที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ โดยเฉพาะเรื่องของ MRC (คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง) ต้องทำอย่างไร กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ ร่วมกับ คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม ไทย–ลาว หรือ JBC จะต้องทำอย่างไร” ครูตี๋กล่าว
ผู้สื่อข่าวยังได้สำรวจย้อนขึ้นไปในแม่น้ำโขง ซึ่งอยู่ห่างจาก อ.เชียงของ ประมาณ 20 กิโลเมตร บริเวณปากน้ำยอน บ้านน้ำยอน เมืองห้วยทราย เยื้องกับทางเข้าบ้านสองพี่น้อง ต.ริมโขง อ.เชียงของ ของฝั่งไทย พบว่ากำลังมีรถแบคโฮและรถไถทำงานอยู่เช่นกัน แต่จุดนี้ไม่มีโป๊ะร่อนทอง โดยมีการปรับพื้นที่ทำทางขึ้นลงจากฝั่งแม่น้ำโขงเหนือปากน้ำยอนเล็กน้อย
ชาวบ้านในพื้นที่ต่างแสดงความกังวลว่า การขุดทรายมากองขวางทางน้ำอาจส่งผลต่อทิศทางการไหลจนกัดเซาะตลิ่งพังเสียหาย อีกทั้งยังทำให้น้ำขุ่น ฟุ้งกระจาย และส่งเสียงดังรบกวนตลอดเวลาเนื่องจากมีการขุดในเวลากลางคืนด้วย นอกจากนี้ ยังไม่แน่ใจว่าจะมีการปล่อยสารเคมีชนิดใดลงสู่แม่น้ำหรือไม่ จึงสร้างความกังวลใจให้แก่คนในพื้นที่และชาวบ้านใน อ.เชียงของ ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของจุดขุดทรายในลำน้ำโขงทั้งสองแห่งนี้อย่างมาก
ทั้งนี้จากการสอบถามพบว่า การขุดทรายมากองขวางลำน้ำเช่นนี้ยังไม่พบว่ามีหน่วยงานใดในไทยออกมาแสดงท่าทีต่อกรณีนี้ ในห้วงที่ผ่านมา เพราะในบริเวณการขุดทรายร่อนทองริมแม่น้ำโขง ชายแดนระหว่างไทย-ลาว มีมาตั้งแต่ปีที่แล้ว และในปีนี้ขุดวงกว้างจนถึงกลางแม่น้ำ
ซึ่งหน่วยงานที่มีบทบาทโดยตรงต่อกรณีนี้ เรียงลำดับตามขอบเขตอำนาจหน้าที่ คือ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ในฐานะสำนักเลขาธิการคณะกรรมการแม่น้ำโขงแห่งชาติไทย (Thai National Mekong Committee – TNMC) กระทรวงการต่างประเทศ (กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย / กรมเอเชียตะวันออก) หน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง (นรข. เขตเชียงราย) กองกำลังผาเมือง กรมเจ้าท่า (สำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคสาขาเชียงราย)
นอกจากนี้จากการที่ผู้สื่อข่าวสำรวจยังพบวา มีการขุดเหมืองลักษณะเดียวกันบริเวณปากแม่น้ำสาขาที่มาบรรจบกับแม่น้ำโขงริมฝั่งลาวหลายจุด โดยเฉพาะบริเวณที่เลยแก่งผาไดและบ้านห้วยลึก อ.เวียงแก่น ไปไม่ไกล ตั้งแต่ปากน้ำห้วยตองที่ปัจจุบันดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว ถัดไปเป็นจุดใหญ่ คือ แก่งหาดสะ / ดอนหาดสะ ซึ่งมีการทำเหมืองกลางแม่น้ำโขงขนาดใหญ่
นอกจากนี้ยังมีจุดใหญ่อย่างปากคอบและปากห้วยแคน รวมถึงปากน้ำอื่นๆ อีกจำนวนมาก โดยมีการเร่งขุดกันมาตั้งแต่ปี 2562 หลังมีข่าวการสร้างเขื่อนปากแบง เนื่องจากต้องการเร่งขุดก่อนที่พื้นที่ปากน้ำจะถูกน้ำท่วมเมื่อเขื่อนสร้างเสร็จ
ซึ่งการขุดทรายร่อนทองบริเวณปากแม่น้ำเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นการอนุญาตในระดับเมืองหรือแขวง แต่ในส่วนของเมืองปากแบงนั้น มีเหมืองทองคำขนาดใหญ่ในพื้นที่ที่บริษัทจากประเทศจีนได้รับสัมปทานซึ่งปล่อยน้ำจากเหมืองลงแม่น้ำสาขาทำให้น้ำขุ่นคนลาวจับปลาไม่ได้เช่นกัน
