ผบช.ก. เร่งรวบรวมหลักฐาน เอาผิดผู้เกี่ยวข้อง มูลนิธิองค์กรทำดี “บุ๋ม ปนัดดา” คาดมีความชัดเจน 1-2 วันนี้ ยันไม่ได้เรียกสอบแค่พยานรายใหญ่เท่านั้น พร้อมรับข้อมูลจาก ผู้บริจาค 19 บาทด้วย

4 พ.ย. 69 – ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. เปิดเผยว่า ขณะนี้พนักงานสอบสวนอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐาน ทั้งคำให้การของพยานและผู้เสียหายที่เข้ามาให้ข้อมูลเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง รวมถึงผลการประชุมร่วมกับทีมพนักงานสอบสวน

โดยคาดว่าจะมีความชัดเจนเรื่องการออกหมายเรียกหรือการดำเนินการทางกฎหมายอื่นๆ ภายในวันนี้หรืออย่างช้าที่สุดใน 1-2 วันนี้ ซึ่งเมื่อหลักฐานครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว จะมีการนัดหมายแถลงรายละเอียดแก่สื่อมวลชนอีกครั้ง

พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เผยว่า สำหรับ กระแสข่าวเรื่องเส้นทางการเงินที่ถูกระบุว่า ไปพัวพันกับทหารเรือนั้น ยืนยันว่า ทหารเรือ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้

ผู้สื่อข่าวถามว่า เมื่อวันที่ 3 พ.ย. ที่ผ่านมา นายภูดิษ กำเนิดพลอย หรือ หนุ่มกรรชัย พิธีกรชื่อดัง เข้าให้ข้อมูลกับพนักงานสอบสวนและให้สัมภาษณ์ว่า หลังได้รับข้อมูลจากตำรวจถึงกับเข่าทรุด พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ ระบุว่า ต้องไปถามรายละเอียด “หนุ่มกรรชัย”

ส่วนเรื่องเส้นทางการเงิน จะพัวพันไปถึงเงินส่วนตัว หรือใช้เฉพาะในกิจการของมูลนิธิองค์กรทำดี ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ

ส่วนพยานและผู้เสียหาย ที่เข้าแจ้งความและให้การกับตำรวจ ซึ่งมีทั้งกรณี น.ส.บุญยนุช แสงศรี หรือออยศรี เจ้าของเฟซบุ๊กแฟนเพจ ‘ออยศรีและผองเผือก’ และผู้เสียหายคนอื่นๆ ขณะนี้ตัวเลขพยานและผู้เสียหายยังอยู่ระหว่างการเช็กยอดรวมที่แน่นอน โดยผู้ที่เข้ามาพบเจ้าหน้าที่มีทั้งกลุ่มที่มาให้การในฐานะพยาน และกลุ่มที่เดินทางมาแจ้งความในฐานะผู้เสียหาย

ส่วนข้อหาที่ บก.ปอศ.วางแนวทางสำหรับพฤติการณ์ของ “บุ๋ม ปนัดดา” น.ส.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี, ก๊อต อธิป สามีบุ๋ม และ ช่างเอ๋ คนทำพูลวิลล่า ที่ จ.ภูเก็ต ซึ่งแต่ละคนมีพฤติการณ์ต่างกัน หากบุคคลใดที่เข้าข่ายความผิดก็จะดำเนินการโดยไม่ละเว้น ซึ่งจะต้องพิจารณาจากพยานหลักฐานทั้งหมดอีกครั้ง

โดยเฉพาะฐานความผิดที่ว่า หากมีพฤติการณ์หลอกลวงประชาชนให้บริจาคเงิน แต่ไม่นำเงินไปใช้ตามวัตถุประสงค์ ก็จะเข้าข่ายความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน

ส่วนการโพสต์เชิญชวนบริจาคก็จะเข้าข่ายความผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และหากมีการยักย้ายหรือเปลี่ยนสภาพทรัพย์สินที่ได้จากการกระทำความผิดมูลฐาน ก็จะเข้าข่ายความผิดฐานฟอกเงินทันที

เมื่อถามว่า สำหรับกรณีของ ช่างเอ๋ ที่ น.ส.ปนัดดา ได้แจ้งความดำเนินคดีกับในข้อหาร่วมกันฉ้อโกง แต่ในขณะเดียวกันตำรวจ ปอศ. ได้กันตัว ช่างเอ๋ ไว้เป็นพยาน ประเด็นนี้ น.ส.ปนัดดา จะเข้าข่ายแจ้งความเท็จหรือไม่

พล.ต.ท. ณัฐศักดิ์ ระบุว่า ไม่ต้องการให้นำ 2 ประเด็นนี้มาปะปนกัน โดยคดีฉ้อโกง กองบังคับการปราบปรามเป็นผู้รับผิดชอบคดีนี้ ส่วนการดำเนินกิจการของมูลนิธิ ทาง บก.ปอศ. กำลังดำเนินการอยู่ ซึ่งทั้งสองหน่วยงานต้องสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานให้แน่นหนาที่สุด ก่อนจะตัดสินใจว่าใครมีความผิดหรือไม่

พล.ต.ท. ณัฐศักดิ์ ระบุอีกว่า ทั้งนี้แม้จะเป็นตัวละครเดียวกัน ที่อาจถูกมองว่ามีความเชื่อมโยงหรือมีการตระเตรียมกันมาก่อน แต่ตำรวจจะพิจารณาและตัดสินจากพยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และนิติวิทยาศาสตร์เป็นหลัก เช่น หลักฐานการทำธุรกรรม สถานที่ และเวลาในการใช้งาน

โดยเฉพาะประเด็นความผิดปกติในการทำธุรกรรมของมูลนิธิ เช่น การโอนเงินช่วงกลางดึกเวลา 02.00 น. โดยไม่มีคณะกรรมการรับรู้ ซึ่งล่าสุดทราบว่าช่างเอ๋เข้ามาให้ข้อมูลแล้ว และพยานหลักฐานเพิ่มเติมทั้งหมดนี้จะช่วยให้สำนวนสมบูรณ์และดำเนินคดีต่อได้ทันที

พลตำรวจโทณัฐศักดิ์ ระบุว่า ส่วนประเด็นที่ประชาชนสงสัยว่า เหตุใดตำรวจถึงเรียกสอบปากคำเฉพาะบุคคลที่มีชื่อเสียงหรือผู้บริจาครายใหญ่ก่อน แต่กลับไม่เสียกผู้บริจาคเงิน 19 บาท เข้าให้ข้อมูลนั้น ตำรวจพร้อมรับข้อมูลจากประชาชนทุกคนที่บริจาคเงิน และรู้สึกว่าไม่ได้ถูกนำไปใช้ให้ตรงตามวัตถุประสงค์

แต่ในทางปฏิบัติจำเป็นต้องเริ่มติดตามและไล่ตรวจสอบจากกลุ่มผู้บริจาครายใหญ่ก่อน ส่วนข้อมูลเรื่องเส้นทางการเงินที่ผิดปกติเพิ่มเติมอื่น ๆ ขณะนี้ได้ถูกรวมอยู่ในสำนวนการสอบสวนแล้ว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน