อาถรรพ์ตอตะเคียน เอามาไว้ที่บ้าน สมาชิกครอบครัวทยอยเกิดอุบัติเหตุ ป่วยหนัก สุดท้ายต้องย้ายไปวัด ชาวบ้านลือผวา ไม่เชื่ออย่าลบหลู่
วันที่ 6 พ.ย.69 ผู้สื่อข่าวเดินทางไปที่บ้านพักหลังหนึ่ง ในพื้นที่ หมู่ 9 บ้านโคกพลวง ต.หนองโบสถ์ อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์ พบนายจำปี หรือ “ลุงขิก” อายุ 65 ปี เจ้าของบ้าน กำลังนอนพักรักษาตัวอยู่บนแคร่ใต้ถุนบ้านไม้สองชั้น หลังจากที่ในโซเชียลมีการแชร์เรื่องราวลี้ลับ เกี่ยวกับอาถรรพ์ตอตะเคียนที่นำมาไว้ที่บ้าน จนทำให้สมาชิกในครอบครัวทยอยประสบอุบัติเหตุ ล้มป่วยหนัก จนต้องทำพิธีขอขมาและเคลื่อนย้ายไปไว้ที่วัด
โดยนางละมุน หรือ “ป้าชุ” อายุ 59 ปี เล่าให้ฟังว่า ย้อนกลับไปเมื่อปี 2566 ช่วงนั้นมีหน่วยงานเข้ามาดำเนินการขุดลอกคลองลำมาศ สามีได้เดินทางไปดูการทำงานและพบตอตะเคียนขนาดใหญ่ท่อนหนึ่ง มีลักษณะสวยงาม จึงเกิดความชอบ ประกอบกับสามีเป็นคนชอบเก็บสะสมตอไม้และกิ่งไม้เก่าอยู่แล้ว จึงเอ่ยปากขอนำตอตะเคียนดังกล่าวกลับมาไว้ที่บ้าน
สิ่งที่ทำให้รู้สึกแปลกใจในตอนนั้นคือ ตอนที่ยกตอตะเคียนขึ้นจากคลอง มีเพียงสามีและเพื่อนอีกหนึ่งคนช่วยกันยก แต่กลับสามารถยกขึ้นมาได้อย่างง่ายดาย ก่อนจะนำกลับมาตั้งไว้ที่บ้านได้สำเร็จ หลังจากนั้นไม่นาน เริ่มมีต้นโพธิ์งอกขึ้นบริเวณตอตะเคียนในช่วงแรกสามีตั้งใจว่าจะนำผ้าเจ็ดสีมาผูก เพื่อเป็นการบอกกล่าว แต่เวลาผ่านไปกลับไม่ได้ทำตามที่ตั้งใจไว้ จนล่วงเลยมานานถึงประมาณ 3 ปี
กระทั่งช่วงเวลาที่นำต้นตะเคียนมาไว้ที่บ้าน ครอบครัวเริ่มประสบเหตุการณ์ไม่คาดคิด ลูกชายที่ทำงานต่างจังหวัด ประสบอุบัติเหตุรถชน ต่อมาในปี 2567 และปี 2568 ก็มีเหตุการณ์รถที่ภรรยานำไปขนข้าวเปลือกพลิกคว่ำ ล่าสุดสามีก็ล้มป่วยโดยในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา มีอาการรุนแรงจนต้องเข้ารับการผ่าตัดบริเวณหน้าท้อง เนื่องจากภาวะลำไส้อุดตัน ทำให้ต้องพักรักษาตัวและใช้เวลาฟื้นฟูร่างกาย
ส่วนตัวจึงมีความเชื่อว่าอาจเกี่ยวข้องกับตอตะเคียนที่นำมาไว้ที่บ้าน และสามีไม่ได้นำผ้าเจ็ดสีไปผูกตามที่พูด ซึ่งก่อนหน้านี้หมอธรรมพื้นบ้าน ก็เคยทักท้วงเรื่องการนำตอตะเคียนมาไว้ที่บ้าน ว่าเป็นสิ่งที่ไม่ใครทำ ควรจะเก็บไว้ที่วัด หลังจากนั้นครอบครัวก็มีเหตุการณ์เกิดขึ้นหลายครั้ง เริ่มจากลูกชายประสบอุบัติเหตุรถพลิกคว่ำในปี 2567
ต่อมาในปี 2568 ตนกำลังบรรทุกข้าวกลับบ้านก็ประสบเหตุรถพลิกคว่ำเช่นกัน ส่วนสามีก็เริ่มมีอาการเจ็บป่วยจนถึงขั้นต้องเข้ารับการผ่าตัด นอกจากนี้สามียังพูดตัดพ้อในทำนองว่า “ทำไมไม่ตาย ตายไปเลย” ทำให้ตนรู้สึกไม่สบายใจและกังวลมากขึ้น กระทั่งเห็นว่าสามีมีอาการป่วยหนัก จึงตัดสินใจหาหมอธรรมพื้นบ้านเพื่อขอคำปรึกษา
จากนั้นได้ประสานไปยังพระครูสุวรรณธรรมมาภิราม (ศรีพรม) เจ้าคณะตำบลหนองโบสถ์ เจ้าอาวาสวัดสุวรรณนาราม เพื่อสอบถามแนวทางการนำตอตะเคียนออกจากบ้าน ซึ่งได้รับคำแนะนำให้นำไปไว้ที่วัด โดยมีคณะกรรมการวัดและผู้นำชุมชนเข้ามาช่วยดำเนินการ
โดยได้จัดเตรียมกรวยดอกไม้ ธูป เทียน และขันธ์ 8 เพื่อประกอบพิธีขอขมาตามความเชื่อ พร้อมนำเครื่องสักการะบอกกล่าว ก่อนจะช่วยกันเคลื่อนย้ายตอตะเคียนและต้นโพธิ์ไปไว้ที่วัด และหวังว่าหลังจากดำเนินการแล้ว จะไม่เกิดสิ่งไม่ดีขึ้นกับครอบครัวอีก
ขณะที่นายสัมพันธ์ บุญกองชาติ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 12 ซึ่งเป็นผู้ถ่ายคลิปเหตุการณ์และเข้าร่วมช่วยเคลื่อนย้ายตอตะเคียน เปิดเผยว่า ได้รับการประสานจากนางสาวสากล พะเนาศรี สมาชิกสภาเทศบาลตำบลหนองโบสถ์ ให้เข้าไปช่วยขนย้ายตอตะเคียนจากบ้านของลุงขิกและป้าชุไปไว้ที่วัด จึงได้เดินทางไปช่วยเหลือทันที
ส่วนตัวรู้สึกแปลกใจกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น เพราะที่ผ่านมาเจ้าของบ้านเป็นคนที่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง แต่ภายหลังกลับมีอาการเจ็บป่วย ขณะที่สมาชิกในครอบครัวก็ประสบอุบัติเหตุหลายครั้งในลักษณะคล้ายกัน ทั้งนี้ก่อนเริ่มเคลื่อนย้ายตอตะเคียน มีความพยายามช่วยกันยกขึ้น แต่กลับไม่สามารถยกได้ จึงต้องประกอบพิธีขอขมาตามความเชื่อก่อน จากนั้นจึงสามารถดำเนินการเคลื่อนย้ายได้ โดยมีคณะกรรมการวัดและชาวบ้านร่วมเป็นสักขีพยาน
ผู้ใหญ่บ้าน ยังกล่าวด้วยว่า การนำตอตะเคียนพร้อมต้นโพธิ์มาไว้ที่วัดถือเป็นการดำเนินการตามความเชื่อของชุมชน เพื่อให้สถานที่แห่งนี้เป็นที่เหมาะสมในการดูแลรักษา และสร้างความสบายใจให้กับเจ้าของบ้านและครอบครัว ภายหลังเสร็จสิ้นพิธี ตอตะเคียนและต้นโพธิ์ดังกล่าวถูกนำมาไว้ภายในวัดสุวรรณนาราม โดยมีพระสงฆ์ ผู้นำชุมชน และชาวบ้านร่วมรับทราบการเคลื่อนย้าย
ต่อมาทีมข่าว ได้เดินทางไปสอบถามทองม้วน รังพงษ์ อายุ 72 ปี หมอธรรมพื้นบ้าน บ้านหนองพลวง อ.นางรอง บอกว่า เมื่อปีที่ผ่านมา เคยให้คำแนะนำกับภรรยาของลุงขิกแล้วว่า ควรนำตอตะเคียนไปไว้ที่วัด ไม่ควรนำมาเก็บไว้ที่บ้าน เนื่องจากตอตะเคียนมีต้นโพธิ์งอกขึ้นมาด้วย ตามความเชื่อของคนโบราณถือว่าเป็นสิ่งที่ควรให้ความเคารพ อีกทั้งโดยธรรมเนียมความเชื่อของชาวบ้าน มักนำตอตะเคียนไปไว้ที่วัดหรือศาลประจำหมู่บ้านมากกว่านำมาไว้ในบ้าน
อีกทั้งช่วงที่นำมาไว้ที่บ้าน เจ้าของบ้าน ก็ไม่ได้ดำเนินการตามคำแนะนำ จึงทำให้เกิดเรื่องราวต่างๆ กับคนในครอบครัว เรื่องราวดังกล่าวแม้จะเป็นความเชื่อส่วนบุคคล แต่ไม่เชื่อก็ไม่ควรจะลบหลู่



