วันที่ 21 พ.ค. ที่ สภ.จุฬาภรณ์ จ.นครศรีธรรมราช พล.ต.ต.วันไชย เอกพรพิชญ์ ผบก.ภ.นครศรีธรรมราช พร้อม พ.ต.อ.สมยศ สีหาบัว ผกก.สภ.จุฬาภรณ์ แถลงจับกุมผู้ต้องหาขนน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้า และบุหรี่ไฟฟ้าได้ของกลางเป็นจำนวนมาก โดยพบว่าของกลางประกอบด้วยน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้าบรรจุแกลลอน 685 แกลลอน แกลลอนละ 5 ลิตร รวม 3,475 ลิตร ,บรรจุขวด 6,500 ขวด ขวดละ 60 มิลลิลิตร รวม 390 ลิตร , บุหรี่ไฟฟ้า 12 อัน และรถบรรทุก 6 ล้อ ฮีโน่ สีเหลือง ป้ายเหลือง ทะเบียน 70-8809 กาญจนบุรี
ส่วนผู้ต้องหาซึ่งเป็นคนขับรถบรรทุก คือ นายคมสัน รอดเมือง อายุ 28 ปี อยู่บ้านเลขที่ 74/7 หมู่ 4 ต.บางโตนด อ.โพธาราม จ.ราชบุรี ถูกตั้งข้อกล่าวหา เป็นผู้ช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้โดยประการใดซึ่งของตนรู้ว่าเป็นของที่ยังมิได้เสียภาษี หรือของต้องจำกัด หรือของต้องห้าม หรือของที่เข้ามาในราชอาณาจักรโดยยังมิได้ผ่านศุลกากรโดยถูกต้องก็ดี หรือเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากร ข้อจำกัดหรือข้อห้ามอันเกี่ยวแก่ของนั้น
ทั้งนี้กำลังตำรวจนำโดย พ.ต.ท.เรวัตร แก้วจำรัส รอง ผกก.ป.สภ.จุฬาภรณ์ ร่วมกับ ร.อ.ศรายุทธ ทรัพย์พันแสน หน.ชป.รส.ป.5 พัน.15 นำกำลังตำรวจและทหารทำการตั้งด่านตรวจที่ถนนเอเชีย 41 หมู่ 1 ต.นาหมอบุญ อ.จุฬาภรณ์ เพื่อทำการตรวจจับสิ่งผิดกฎหมายและคดีต่างๆ ปรากฏว่ารถบรรทุกคันดังกล่าวแล่นผ่านมา ซึ่งเมื่อเห็นเจ้าหน้าที่ตั้งด่านตรวจคนขับก็แสดงท่าทางมีพิรุธ เจ้าหน้าที่จึงขอตรวจค้นพบของกลางน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้าเป็นจำนวนมากทั้งหมดซึ่งคิดเป็นมูลค่าประมาณ 12 ล้านบาท
สอบสวนนายคมสัน รับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา และให้การกับตำรวจว่า นายเจษฎา เลี้ยว บอกให้ไปบรรทุกของกลางดังกล่าวซึ่งไม่ทราบว่าเป็นสิ่งผิดกฎหมาย เนื่องจากนายเจษฎา บอกว่าเป็นน้ำยาเคลือบสีรถ จึงไปรับที่เขตรอยต่อระหว่าง จ.สงขลา และ จ.พัทลุง เพื่อนำไปส่งให้ลูกค้าที่แขวงสะพานสูง กรุงเทพฯ จนกระทั่งขับรถมาผ่านด่านตรวจจึงถูกจับกุมในที่สุด หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวนายคมสัน ส่งพนักงานสอบสวน สภ.จุฬาภรณ์ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
พล.ต.ต.วันไชย เอกพรพิชญ์ ผบก.ภ.นครศรีธรรมราช กล่าวว่า การจับกุมสินค้าดังกล่าวในครั้งนี้ ตำรวจได้ร่วมกับทหารเข้าทำการตั้งด่านก่อนจะสามารถจับกุมได้ ซึ่งหลังตรวจสอบแล้วพบว่ามูลค่าของสินค้าผิดกฏหมายจำนวนดังกล่าวนั้นสูงถึง 12 ล้านบาท ซึ่งหลังเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายถ้าเปรียบเทียบปรับจะต้องถูกปรับถึง 5 เท่า หรือประมาณ 60 ล้านบาทเลยทีเดียว เพราะสินค้าเหล่านี้เป็นสินค้านำเข้าหนีภาษี ทำให้รัฐสูญเสียรายได้ ซึ่งในส่วนนี้ตำรวจได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องและเข้มงวด และขิอชื่นชมชุดจับกุมด้วย.


