จากกรณีครูโรงเรียนบ้านเสม็ด อ.พลับพลาชัย จ.บุรีรัมย์ จำนวน 5 คน ร้องผ่านสื่อว่าถูกธนาคารแห่งหนึ่ง สาขาธานีบุรีรัมย์ ยัดหนี้ให้รายละกว่า 1 ล้านบาท เนื่องจากธนาคารซึ่งคาดว่าเป็นเจ้าหน้าที่สินเชื่อ ไม่นำเงินที่ครูกู้เพิ่มไปตัดหนี้เก่าตามระบบ ทำให้ครูหลายคนต้องเป็นหนี้ 2 สัญญา คือสัญญาเก่าและใหม่ ทั้งที่ตามระเบียบเงินในสัญญาใหม่ จะต้องถูกตัดไปชำระสัญญาเก่า ผู้กู้จะได้รับเงินโอนเข้าเพียงส่วนต่างที่กู้เพิ่มเท่านั้น ทำให้กับครูที่จังหวัดบุรีรัมย์เดือดร้อน ต่อมามีครูโรงเรียนไพศาลพิทยาคม อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ ได้รับความเดือดร้อนในลักษณะเดียวกันอีก 2 คน ได้รับใบแจ้งหนี้ 2 รายการ ทำให้ต้องรับภาระชำระเงินกู้ทั้ง 2 บัญชี
อ่านข่าว โผล่อีกครูสาวบุรีรัมย์ร้องสื่อ นำเงินสดไปตัดหนี้แต่กลับโดนแบงค์ยัดหนี้เพิ่ม
ความคืบหน้า เมื่อวันที่ 29 พ.ย. นายวิโรจน์ ไตรตระกูลสินธุ์ ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ผู้บริหารฝ่าย ฝ่ายสื่อสารองค์กรและภาพลักษณ์ ธนาคารกรุงไทย ชี้แจงเรื่องดังกล่าวว่า ธนาคารกรุงไทยได้ให้ความสำคัญกับกรณีดังกล่าวอย่างมาก โดยได้ย้ายพนักงานที่ถูกร้องเรียนออกจากพื้นที่โดยทันที เพื่อความโปร่งใสและเป็นธรรม พร้อมกับตั้งกรรมการตรวจสอบทั้งในระดับท้องถิ่นและจากสำนักงานใหญ่
ซึ่งในเรื่องนี้ นายเชิดชัย ชมภูนุกูลรัตน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงานเครือข่ายธุรกิจขนาดเล็กและรายย่อย ชี้แจงความคืบหน้า ดังนี้ 1.จากการตรวจสอบพบว่า กรณีดังกล่าวเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นน้อยมาก เนื่องจากธนาคารยึดมั่นในธรรมาภิบาลและความโปร่งใส รวมทั้งมีระบบตรวจสอบการปฏิบัติงานที่เข้มข้น 2.ธนาคารใช้กรรมการที่มีความเชี่ยวชาญจากสำนักงานใหญ่ลงพื้นที่ เพื่อตรวจสอบเอกสารที่เกี่ยวข้องทุกชิ้น รวมทั้งพยานบุคคลอย่างรอบคอบ เพื่อให้ความเป็นธรรมกับลูกค้าและพนักงาน
3.เนื่องจากมีเอกสารที่เกี่ยวข้องจำนวนมากธนาคารจึงต้องใช้เวลาในการตรวจสอบ ซึ่งขณะนี้มีความคืบหน้าไปมากแล้ว คาดว่าจะได้ผลตรวจสอบในเร็วๆ นี้ 4.ธนาคารขอให้ลูกค้ามั่นใจว่า ธนาคารจะให้การดูแลด้วยความเป็นธรรม โดยจะรับผิดชอบความเสียหายทั้งหมดที่เกิดขึ้น รวมทั้งลงโทษพนักงาน หากเป็นความผิดพลาดของพนักงานธนาคาร และธนาคารขอขอบคุณลูกค้าที่กรุณาแจ้งเรื่องดังกล่าวเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง