สลด ชายวัย 45 ปี เกิดวูบหมดสติ หัวใจวายเสียชีวิต ขณะลงแข่งในงานอำนาจเจริญ มินิมาราธอน แพทย์คาดร่างกายไม่พร้อม เผยผู้ตายแข็งแรงออกวิ่งเป็นประจำ
วันที่ 10 มิ.ย. ที่บริเวณพุทธอุทยานพระมงคลมิ่งเมือง จ.อำนาจเจริญ มีการจัดแข่งขันวิ่งมินิมาราธอน รายการ อำนาจเจริญมินิมาราธอนครั้งที่ 2 มีเหล่าบรรดานักวิ่งจากทั่วประเทศจำนวนกว่า 1 พันคนเข้าร่วมรายการ แต่มีเหตุการณ์ที่สลดขึ้น เมื่อนายเพชรบุรี หงศ์คำ อายุ 45 ปี อยู่บ้านเลขที่ 117 ม.13 ต.กุดชุม อ.กุดชุม จ.ยโสธร ที่เข้าร่วมวิ่งในรุ่นมินิมาราธอน 10 กม. หลังจากปล่อยตัวและนักวิ่งวิ่งไปได้ไม่กี่กิโลเมตร เกิดอาการวูบและล้มลง ก่อนที่จะมีรถ EMS จากโรงพยาบาลอำนาจเจริญมารับตัวนำส่งโรงพยาบาลอำนาจเจริญ แต่ในระหว่างทางนั่นนักวิ่งคนดังกล่าวได้เสียชีวิตเสียก่อน
นพ.พงษ์วิทย์ วัชรกิตติ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลอำนาจเจริญ เปิดเผยว่า เมื่อช่วงเวลา 06.10 น. ทางเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลอำนาจเจริญ รับแจ้ง ผ่านทางโทรศัพท์ 1669 ว่ามีนักวิ่งเกิดวูบหมดสติ และมีอาการชักเกร็ง โรงพยาบาลอำนาจเจริญ จึงส่งรถ EMS ออกไปรับ แต่เมื่อเจ้าหน้าที่ไปถึงนักวิ่งคนดังกล่าวก็หมดสติ และหยุดหายใจ เจ้าหน้าที่พยามช่วยปั้มหัวใจให้ฟื้นคืนชีพ(CPR) ขณะนำตัวส่งกลับมาที่โรงพยาบาลอำนาจเจริญ แต่ไม่สามารถที่จะยื้อชีวิตไว้ได้ เบื้องต้นทีมแพทย์ลงความเห็นถึงการชีวิตในครั้งนี้ว่าเกิดจากการที่หัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน คาดว่าอาจเกิดจากการที่นักวิ่งพักผ่อนไม่เพียงพอ และหักโหมร่างกายมากเกินไป ทำให้ร่างกายไม่อยู่ในสภาพที่จะพร้อมลงแข่งขันได้ และนำไปสู่การทำให้หัวใจทำงานผิดปกติ และเกิดหัวใจล้มเหลวเฉียบพลันและเสียชีวิตในที่สุด
ด้านนายสุดสงวน วงศ์เพ็ญ อายุ 46 ปี เพื่อนที่มาร่วมวิ่งกับผู้ตายในครั้งนี้ เปิดเผยว่า หลังจากที่ตนวิ่งเข้าเส้นชัยแล้วตนก็ได้ทราบข่าวว่าเพื่อนของตนเกิดอาการวูบหมดสติขณะวิ่ง จึงรีบมาดู แต่พบว่าเสียชีวิตแล้ว พร้อมกับยืนยันว่าเพื่อนของตนสุขภาพแข็งแรง เนื่องจากเพื่อนของตนไม่สูบบุหรี่ หรือดื่มเหล้าแต่อย่างใด อีกทั้งก่อนหน้านี้ตนและเพื่อนเคยลงแข่งวิ่งมาหลายรายการแล้วก่อนที่จะมาวิ่งที่นี้ และเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา ก็ได้ไปร่วมวิ่งที่ จ.อุบลราชธานี แต่ก็ไม่เห็นเป็นอะไร หรือมีอะไรที่จะต้องทำให้เสียชีวิตเหมือนครั้งนี้
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่าขณะเดียวกันต่างก็พากันมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากนักวิ่งที่เข้าร่วมแข็งขันในครั้งนี้ว่า การจัดการแข่งขันครั้งนี้ ไม่เหมือนกับครั้งแรกที่ผ่านมา เนื่องจากไม่มีเจ้าหน้าที่มาทำการตรวจเช็คร่างกาย ตรวจความดันโลหิตของนักวิ่ง เพื่อเช็คสภาพความพร้อมของนักวิ่งก่อนทำการแข่งขัน
อีกทั้งจุดปฐมพยาบาลระหว่างทางที่วิ่งก็มีไม่เพียงพอ รวมไปถึงรถฉุกเฉินที่วิ่งตามหลังนักวิ่งหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็ไม่มีเหมือนครั้งที่ผ่านมา ทำให้การเข้าช่วยเหลือปฐมพยาบาลนักวิ่งเป็นไปด้วยความล่าช้าและไม่ทันการ อย่างไรก็ตามตอนนี้ทางผู้จัดงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดงานแข่งขันมินิมาราธอนในครั้งนี้ก็ยังไม่ใครออกมาเปิดเผยข้อมูลใดๆ หรือแสดงความรับผิดชอบใดๆ กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้

