แพทย์ ร.พ.พระราม 2 ยังมึน! ปมสาวถูกสาดน้ำกรดดับ ชี้แผลไม่ถึงตาย
เมื่อเวลา 15.00 น. ที่โรงพยาบาลพระราม 2 พญ.วัลลภา ไชยมโนวงศ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลพระราม 2 นพ.พีระ คณานวัตน์ ศัลยแพทย์ทั่วไป และที่ปรึกษาประจำโรงพยาบาลพระราม 2 ร่วมแถลงข่าวข้อเท็จจริงกรณี น.ส.ช่อลัดดา อายุ 38 ปี ถูกสามีหึงหวง สาดน้ำกรดใส่จนเสียชีวิต ภายหลังผู้อำนวยการกองสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ(สบส.) เดินทางมาตรวจสอบ
โดยระบุว่า ขณะที่คนไข้เข้าไปที่ห้องฉุกเฉินได้ร้องบอกเจ้าหน้าที่พยาบาลที่ห้องฉุกเฉินว่าช่วยด้วย ปวดแสบปวดร้อน พยาบาลห้องฉุกเฉินจึงรีบเข้าช่วยปฐมพยาบาลคนไข้พร้อมสอบถามอาการ ทราบว่าคนไข้ถูกสามีสาดน้ำร้อนเข้าหน้าในขณะนอน พยาบาลจึงได้ทำการปฐมพยาบาล พร้อมวัดสัญญาณชีพ ผลความดันปกติ ชีพจรปกติ การหายใจปกติ ออกซิเจนในเลือดปกติ
จากนั้นได้โทรรายงานแพทย์ที่ปรึกษาทางศัลยกรรม นพ.พีระ คณานุวัฒน์ พร้อมแจ้งอาการและสัญญาณชีพให้ทราบ นพ.พีระ สั่งให้ทำแผลคนไข้ และรับไว้เป็นผู้ป่วยใน เพื่อให้ยาระงับปวดและสังเกตอาการ แต่คนไข้ได้แจ้งปฏิเสธการรักษาเป็นผู้ป่วยใน พร้อมทั้งบอกความต้องการที่จะไปรักษาตามสิทธิประกันสังคมของตน ซึ่งอยู่ที่ รพ.บางมด และประสงค์ขอเดินทางไปเอง
โดย นพ.พีระ กล่าวว่า สำหรับสาเหตุที่นำไปสู่การเสียชีวิต ตนพยายามหาทุกช่องทางที่จะหาสาเหตุการตาย แต่ตอนนี้ยังไม่มี ถ้าใครมีช่องทางที่จะสามารถรู้ได้ ขอให้ไปสอบถามที่โรงพยาบาลศิริราช เพราะคนที่จะทราบข้อมูลได้ต้องเป็นทายาทโดยธรรมเท่านั้นที่จะไปขอได้ ส่วนสาเหตุที่จะเสียชีวิตจากแผลน้ำร้อนลวกได้ คือระยะ 2 เป็นต้นไป ต้องมีการเปลี่ยนแปลงของผิวหนัง เช่น พุพอง ผิวหนังเปิดออก หนังกำพร้าลอก และเสียชีวิตจากการขาดน้ำ โดยน้ำจะระเหยออกจากร่างกายและเสียน้ำไปเรื่อยๆ การรักษาคือให้น้ำให้ทัน เช่น ให้น้ำเกลือเข้าไป แต่ในรายนี้ไม่ได้มีอาการขนาดนั้น เพราะผิวหนังแค่เป็นรอยแดง และไม่มีการเสียน้ำ
นพ.พีระ กล่าวต่อว่า ถ้าผิวหนังไหม้ในระดับ 3 ก็สามารถทำให้เสียชีวิตได้จากหลายสาเหตุ เช่น กรณีที่จะเสียชีวิตอย่างรวดเร็ว คือเสียน้ำ เสียเกลือแร่ ถ้าผิวหนังไม้เป็นพื้นที่บริเวณกว้าง และเรื่องการติดเชื้อที่จะตามมาทีหลัง คือการติดเช้าเข้ากระแสเลือด ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 3-4 วันถึงจะเสียชีวิต เพราะเชื้อโรคจะต้องใช้เวลาในการเพาะเชื้อ แต่กรณีของผู้ป่วยรายนี้ที่เสียชีวิตภายในไม่กี่ชั่วโมง จากการตรวจสอบลักษณะของแผลพบว่าไม่เป็นสาเหตุให้เสียชีวิตได้ เพราะกว่าจะถึงระดับ 3 สามารถเช็คได้ง่ายมาก คือผิวหนังต้องลอก พุพอง คนไข้จะไม่รู้สึกเจ็บ เส้นประสาทตายหมด เข็มจิ้มยังไม่เจ็บเลย
นพ.พีระ กล่าวอีกว่า เรามีภาพเหตุการณ์บางช่วงเป็นคลิปวิดีโอเก็บไว้ และได้มอบให้กับคณะกรรมการสอบสวนไปแล้ว แต่ไม่สามารถนำมาเผยแพร่ต่อสื่อสาธารณะได้ เพราะเป็นข้อมูลส่วนตัวของคนไข้ ถ้าเป็นทายาทโดยธรรมตามกฎหมายสามารถเซ็นขอรับได้ เมื่อขอไปแล้วจะเอาไปทำอะไรก็ได้ แต่ต้องทำให้เป็นแบบฟอร์มว่าเป็นการขอที่ถูกต้อง ส่วนเรื่องที่จะฟ้องร้อง โดยส่วนตัวจะไม่ขอฟ้องร้อง แล้วแต่เขาจะเล่น เพราะที่ตนแถลงไม่ใช่ความรู้สึก แต่เป็นความจริงและข้อเท็จจริง เราทุกคนในโรงพยาบาลก็เสียใจ มันเกินการคาดฝัน ลักษณะที่เราเห็นไม่น่าจะเกิดการตายได้ ตนก็อยากรู้ว่าสาเหตุตายคืออะไร สำหรับเอกสารที่ส่งให้กับ สบส. ประกอบ 1.สำเนาเวชระเบียน 2.สำเนาตารางเวรของผู้เกี่ยวข้องที่มีหน้าที่ในวันนั้นทั้งหมด และ3.สำเนาวิดีโอ
นพ.พีระ กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีที่ไม่นำรถฉุกเฉินไปส่ง แล้วให้นั่งแท็กซี่ไปนั้น อย่างที่บอกคือความใจร้อนของคนไข้ เขาขอไปเอง เพราะเป็นความประสงค์ของคนไข้ ทางเจ้าหน้าที่จึงพาไปเรียกแท็กซี่ เพราะเวลาจะออกรถฉุกเฉิน เราต้องเช็คความพร้อม ซึ่งจะทำให้เสียเวลาคนไข้ อาจจะทำให้คนไข้หงุดหงิด
ด้าน พญ.วัลลภา กล่าวว่า ในแง่ของการปฏิบัติ คิดว่าทุกโรงพยาบาลเหมือนกัน การจะส่งคนไข้จะต้องมีการติดต่อปลายทางให้เรียบร้อย ทางโน้นพร้อมรับ คือ เราจะต้องมีการส่งเรื่อง บอกอาการคนไข้ แล้วทางโน้นจะต้องตรวจสอบว่ามีเตียงและสามารถรับได้ แต่เราติดต่อทางโน้นไม่ได้ คนไข้คงเห็นว่าการติดต่อของเราประมาณ 10 กว่านาที คนไข้คงไม่อยากจะรอแล้ว ที่ผ่านมาเคยมีประสบการณ์ที่ไปส่งแล้ว แต่ถูกโรงพยาบาลปลายทางไล่กลับมา เพราะเราติดต่อปลายทางไม่ได้
นพ.พีระ กล่าวเสริมว่า เราติดต่อไปที่คอลเซ็นเตอร์ ขอสายผู้ตรวจการณ์ เขาโอนสายให้ แตไม่มีคนรับจนสายตัดกลับมาว่าไม่มีคนจรับสาย เราจึงขอติดต่อห้องฉุกเฉินจนห้องฉุกเฉินรับสาย และส่งคนไข้ขึ้นแท็กซี่ไป สำหรับการติดต่อไป เราใช้เบอร์ของโรงพยาบาล เพื่อบันทึกเบอร์โทรศัพท์ว่าโทรไปที่เบอร์ไหน แต่เราไม่ได้มีการบันทึกเสียงระหว่างการติดต่อไป แต่ไม่ทราบว่าปลายทางมีหรือไม่ ซึ่งตอนนี้เราได้แต่มาแถลงความจริงให้ทราบว่าเราได้ทำตามขั้นตอนที่ถูกต้องแล้ว แต่ถ้าจะเรียกหลักฐานให้ละเอียดยิบทุกขั้นตอน เราไม่แน่ใจว่าคนไข้จะต้องอยู่กับเรานานแค่ไหน เพราะเหตุการณ์มันเกิดขึ้นแค่เวลาเพียงสั้นๆ
นพ.พีระ กล่าวอีกว่า สำหรับเหตุการณ์ช่วงที่คนไข้นั่งแท็กซี่ไปโรงพยาบาลนั้น คนที่เรียกแท็กซี่ให้คือเวรเปล จากการตรวจสอบภาพกล้องวงจรปิด เห็นแต่ช่วงที่แท็กซี่ถอยรถเข้ามารับ และเปิดประตูหลังให้ จากนั้นเจ้าหน้าที่เข็นรถพาคนไข้ออกมา จังหวะที่จะขึ้นแท็กซี่ มีเจ้าหน้าที่ช่วยประคองด้านหลังคนหนึ่ง แล้วอีกคนก็ช่วยประคองขาขึ้นรถ และช่วยปิดประตู ซึ่งคนไข้เอามือจับขอบประตูช่วยตัวเอง ตอนนั้นเราเห็นว่าคนไข้ยังมีสติอยู่ ส่วนเรื่องล้ม ไม่มีโอกาสล้ม เพราะนั่งอยู่บนรถเข็น วิดีโอตรงนี้จะเห็นต่อเนื่องว่า คนไข้ไม่ได้ตกรถ และไม่ได้ล้ม
“ทางโรงพยาบาลดำเนินการรักษาตามมาตรฐานที่ควรจะเป็น ยืนยันว่าทำดีที่สุดแล้ว ขอแสดงความเสียใจต่อผู้เสียชีวิตด้วย อยากจะขอความเห็นใจจากสื่อและสังคม เพราะจริงๆ แล้วโรงพยาบาลทุกโรงพยาบาล ไม่ว่าจะหมอ พยาบาล หรือพนักงานทุกคนในโรงพยาบาล ไม่มีใครอยากจะทำให้เกิดอันตรายต่อคนไข้ อยากจะขอความเห็นใจในแง่ของข้อเท็จจริงที่เราได้แถลงแล้ว” พญ.วัลลภา กล่าว