ศาลจำคุก 70ปี อดีตผอ.โรงเรียน โกงเงินอาหารกลางวันเด็ก ชี้ทำเรื่องเบิกไปใช้ อ้างเอาไปพัฒนาโรงเรียน ปรับปรุงบ้านพักครู แต่พบเอาไปใช้ส่วนตัว

โกงเงินอาหารกลางวันเด็ก / เมื่อวันที่ 27 พ.ย. นายสนั่น ทองจีน ผู้ช่วยเลขาธิการ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ภาค 9 (ป.ป.ช.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 15 พ.ย. ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค9 อ่านคำพิพากษา คดีหมายเลขดำ ที่ อท.29/2561 คดีหมายเลขแดงที่ อท.33/2561

กรณีนายเฉลิม พละสิทธิ์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านมะรือโบตก อ.ระแงะ จ.นราธิวาส สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานราธิวาสเขต 3 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและเจ้าพนักงานตามกฎหมาย มีอำนาจหน้าที่อนุมัติการเบิกจ่ายและควบคุมกำกับการใช้จ่ายเงินให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์และความถูกต้องตามกฎหมาย ระเบียบและคำสั่งของทางราชการที่เกี่ยวข้อง

จำเลยใช้โอกาสที่ตนมีหน้าที่ดังกล่าว ทำบันทึกขอยืมเงินประเภทเงินอุดหนุนอื่น และประเภทเงินโครงการอาหารกลางวันของโรงเรียนบ้านมะรือโบตก โดยไม่ได้ระบุวัตถุประสงค์ของการยืมเงิน ว่าจะนำไปใช้จ่ายเพื่อกิจกรรมใดของโรงเรียน ซึ่งขัดต่อระเบียบของทางราชการ จำเลยใช้อำนาจโดยมิชอบ อนุมัติให้ตนเองยืมเงินดังกล่าว เมื่อจำเลยได้รับเงินที่ยืมไปแล้ว ได้เบียดบังเอาไว้เป็นประโยชน์ส่วนตน ไม่ได้นำเงินไปใช้จ่ายในโครงการหรือแผนงานใดของโรงเรียน ทั้งยังไม่ส่งใช้เงินยืมรายเก่าตามกำหนดเวลา

คำพิพากษาของศาลระบุว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 (เดิม) การกระทำของจำเลย เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิด ไปตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 14 กระทง เป็นจำคุก 70 ปี

จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงจำคุก 35 ปี ที่จำเลยขอให้รอการลงโทษโดยอ้างว่าได้นำเงินที่ยืมไปใช้ในกิจกรรมของโรงเรียนบ้านมะรือโบตกหลายกิจกรรม และบางส่วนนำไปใช้ปรับปรุงห้องพักครูเป็นประโยชน์แก่ทางราชการ รวมทั้งจำเลยได้จ่ายเงินคืนทั้งหมดพร้อมดอกเบี้ยแล้วนั้น ไม่ปรากฏหลักฐานการใช้เงินยืมว่าจำเลยนำไปใช้ในกิจกรรมใดของโรงเรียนตามที่กล่าวอ้าง

ซึ่งหากจำเลยนำไปใช้ในกิจกรรมดังกล่าวจริง จำเลยย่อมสามารถแสดงหลักฐานการใช้เงินยืมดังกล่าวได้โดยไม่ยาก การกระทำของจำเลยกระทบต่อระเบียบแบบแผนการใช้เงินงบประมาณแผ่นดินอันเป็นการกระทำที่ร้ายแรง แม้จำเลยจะชดใช้คืนเงินยืมพร้อมดอกเบี้ยแล้วก็ตาม แต่ก็เป็นภายหลังจากมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยและเป็นเรื่องทางแพ่งเท่านั้น

กรณีนี้จึงไม่มีเหตุที่จะรอการลงโทษข้อหาอื่น นอกจากนี้ให้ยกคดีข้างต้นยังไม่ถือเป็นที่สุด และยังอยู่ภายใต้สิทธิการอุทธรณ์ ซึ่งการพิจารณาวินิจฉัยของศาลสูงตามลำดับ จำเลยยังถือเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาของศาลอันถึงที่สุด

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน