แฉ 5 ชายฉกรรจ์ขวางรถบุก อุ้มเสี่ยนักธุรกิจ เค้นสอบโชเฟอร์ชาวลาว ตร.รู้ที่ซ่อนแล้ว-เตรียมวางแผนช่วยเหลือ ญาติข้ามโขงขอตร.ลาวช่วย ไม่เชื่อโยงธุรกิจน้ำตาล
กรณีการช่วยเหลือ นายสิงห์แก้ว วงศ์ใหญ่ อายุ 54 ปี ชาวจ.เชียงราย ประธานสมาคมส่งออกสัตว์เชียงแสน ที่ถูกจับตัวไปเรียกค่าไถ่จำนวน 5 ล้านบาท ขณะเดินทางไปทำธุรกิจในสปป.ลาว โดยมีการส่งข้อความและคลิปวีดีโอ ที่มีภาพนายสิงห์แก้ว ถูกยิงบริเวณต้นขาขวา และมีรอยเลือดติดอยู่ที่กางเกง และภาพถูกอาวุธปืนจี้บริเวณศีรษะ ตามที่เสนอข่าวไปนั้น
- อ่านข่าว ตร.เร่งล่าแก๊งเรียกค่าไถ่ อุ้มเสี่ยรีดเงิน ส่งคลิปปืนจ่อหัวขู่ คาดปมธุรกิจชายแดน
- อ่านข่าว ยังไม่รู้ชะตากรรม! ปืนจ่อหัว-ยิงขา อุ้มเสี่ยนักธุรกิจไทย เรียกค่าไถ่ 5 ล้าน
อุ้มเสี่ยนักธุรกิจ / ความคืบหน้า เมื่อวันที่ 29 ก.ค. นายประสงค์ หล้าอ่อน นายอำเภอเชียงแสน จ.เชียงราย เชิญญาติของนายสิงห์แก้ว วงศ์ใหญ่ อายุ 54 ปี ชาวอ.เมืองเชียงราย ประธานสมาคมส่งออกสัตว์เชียงแสน อ.เชียงแสน ที่ถูกคนร้ายอุ้มเรียกค่าไถ่เป็นเงิน 5 ล้านบาท ในฝั่งเมืองต้นผึ้ง แขวงบ่อแก้ว สปป.ลาว ตรงกันข้าม อ.เชียงแสน
ประกอบด้วย 1.นางศรีวรรณ วงศ์ใหญ่ ภรรยา อายุ 45 ปี 2.น.ส.รสริน วงศ์ใหญ่ อายุ 27 ปี ลูกสาว และ 3.นายประภาส วงศ์ใหญ่ อายุ 22 ปี ลูกชาย มาสอบถามข้อมูลทราบว่า นายสิงห์แก้วมีธุรกิจเกี่ยวข้องกับฝั่งสปป.ลาว คือการสร้างโรงฆ่าสัตว์ การซื้อขายน้ำตาล ที่มีปัญหาจนเกิดการฟ้องร้องกันมูลค่าประมาณ 13 ล้านบาท ธุรกิจเกี่ยวกับการซื้อขายต้นไม้ใหญ่ประดับ เช่น ต้นเฟื่องฟ้าใหญ่ วงเงินประมาณ 300,000 บาท
โดยกรณีที่นายสิงห์แก้วเดินทางข้ามไปยังฝั่ง สปป.ลาว ครั้งนี้คือธุรกิจเกี่ยวกับการสร้างโรงฆ่าสัตว์ แต่ปมการลักพาตัวจะโยงใยไปยังธุรกิจใด ทางเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างสืบสวนสอบสวนและประสานกับทางการ สปป.ลาว ติดตามช่วยเหลือ
วันเดียวกันนายประสงค์มอบหมายให้นายสันติ อินทนิล ปลัดอำเภอ หัวหน้ากลุ่มงานความมั่นคง ร่วมกับ ร.อ.โกมินทร์ บุญภา ผบ.ร้อย ทพ.3103 ฉก.ทพ.31 กองกำลังผาเมือง และเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ให้เจ้าหน้าที่พาญาติของนายสิงห์แก้ว ข้ามไปยังกองบัญชาการตำรวจเมืองต้นผึ้ง เพื่อให้ข้อมูลเพิ่มเติม และขอให้ติดตามช่วยเหลือนายสิงห์แก้ว
หลังจากก่อนหน้านี้ประสานของให้ทางการสปป.ลาว ช่วยออกติดตามตั้งแต่วันเกิดเหตุคือวันที่ 28 ก.ค.แล้ว ซึ่งท่านไชสะเถียน เหรียนสัก รองเจ้าเมืองต้นผึ้ง นำเจ้าหน้าที่ออกมาให้การต้อนรับและให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี
ทำให้นอกจากทางญาติจะให้ข้อมูลแล้วยังได้รับทราบจากทางเจ้าหน้าที่สปป.ลาวว่า ก่อนเกิดเหตุนายสิงห์แก้วได้รับการติดต่อจากนายจุ๋มและนายเหว่ย ชาวจีน ให้เดินทางไปยังเมืองห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองต้นผึ้งไปทาง อ.เชียงของ ประมาณ 58 กิโลเมตร เพื่อหารือเรื่องธุรกิจการสร้างโรงฆ่าสัตว์ด้วยกัน ทำให้นายสิงห์แก้วเดินทางด้วยเรือข้ามฟาก จากจุดผ่านแดนถาวรสามเหลี่ยมทองคำในฝั่งไทย ที่บ้านสบรวก หมู่ 1 ต.เวียง อ.เชียงแสน แล้วไปขึ้นรถที่เมืองต้นผึ้ง เพื่อจะเดินทางขนานแม่น้ำโขงไปยังเมืองห้วยทราย โดยมีนายจุ๋มนั่งในรถไปด้วย
แต่ปรากฎว่าหลังจากเดินทางผ่านหมู่บ้านดอนสะหวัน ยังไม่พ้นเมืองต้นผึ้ง ก็ถูกกลุ่มชายฉกรรจ์ที่คาดว่ามีอยู่ด้วยกันไม่น้อยกว่า 5 คน เข้าไปขวางรถ แล้วลักพาตัวนายสิงห์แก้วไปยังสถานที่ลับ จากนั้นจึงส่งข้อความไปให้ญาติ เพื่อเรียกค่าไถ่ดังกล่าว
เบื้องต้นคาดว่าเกิดจากความขัดแย้งในธุรกิจสร้างโรงฆ่าสัตว์ ซึ่งนายสิงห์แก้วเข้าไปร่วมลงทุนกับชาวจีนกลุ่มดังกล่าว ตั้งแต่เดือนมี.ค.ที่ผ่านมา ล่าสุดทางเจ้าหน้าที่สปป.ลาว ควบคุมตัวคนขับรถคันดังกล่าว ชื่อว่านายสะหวาดเป็นชาวสปป.ลาว เอาไว้สอบปากคำแล้ว โดยอยู่ระหว่างขยายผล
รวมทั้งแจ้งว่าทราบแหล่งที่คนร้ายอาจจะนำตัวนายสิงห์แก้วไปกักขังแล้ว อยู่ระหว่างวางแผนเข้าช่วยเหลือ ทำให้ครอบครัวของนายสิงห์แก้วขอบคุณเจ้าหน้าที่ทางสปป.ลาว และเดินทางกลับมารอฟังข่าวที่อ.เชียงแสน ต่อไป
ไม่พลาดข่าวสำคัญ แค่กดเป็นเพื่อนกับ ไลน์@ข่าวสด ที่นี่![]()
ด้านนางศรีวรรณและนายประภาส กล่าวว่า ครอบครัวห่วงใยนายสิงห์แก้วอย่างมาก และไม่มีเงินที่จะไปไถ่ค่าตัว 5 ล้านบาท จึงขอให้ทางเจ้าหน้าที่ทั้งไทยและสปป.ลาวให้การช่วยเหลือ สำหรับนายสิงห์แก้วนั้นเดินทางไปทำธุรกิจในฝั่งสปป.ลาวอยู่บ่อยครั้ง เพราะเป็นนักธุรกิจส่งออกโค กระบือ สุกร ที่ผ่านมาไม่เคยมีปัญหาหรือขัดแย้งกับผู้ใดมาก่อน หากจะมีบ้างก็เป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ไม่ได้มีมูลค่าสูงถึง 5 ล้านบาท ดังนั้นการที่เกิดเหตุเช่นนี้ จึงทำให้ครอบครัวรู้สึกแปลกใจอย่างมาก ด้านธุรกิจน้ำตาลที่มีมูลค่ากว่า 13 ล้านบาทนั้น เชื่อว่าเป็นไปไม่ได้
“วันนี้เดินทางไปสปป.ลาวเพื่อขอให้ทางการลาวช่วยติดตามหาตัวนายสิงห์แก้ว เพราะห่วงอันตราย เนื่องจากทางครอบครัวไม่ได้มีเงินมากถึง 5 ล้านบาท ส่วนกรณีที่ปัญหาเรื่องการค้าน้ำตาลที่มีมูลค่ากว่า 13 ล้านบาทนั้นเป็นไปไม่ได้ เพราะเลิกธุรกิจนี้มานาน 10 ปีแล้ว จึงมีแต่ธุรกิจค้าขายสัตว์ชายแดน และต่อมาส่งออกไปยังประเทศจีนได้ยาก จึงหันมาทำธุรกินสร้างโรงฆ่าสัตว์ดังกล่าว ส่วนสาเหตุที่แท้จริง ยังไม่ทราบชัด เพราะผู้ติดต่อมาก็เรียกเพียงแค่เงินครั้งเดียว ไม่ได้ติดต่อกลับมาอีกเลย” ญาตินายสิงห์แก้ว กล่าว