‘กรมศิลปฯ’ แจงปมร้อน ทุบกำแพง-ติดไฟ วัดไชยวัฒนาราม ยันขอน้อมรับคำวิจารณ์

‘กรมศิลปฯ’ แจงปมร้อน ทุบกำแพง-ติดไฟวัดไชยวัฒนาราม

‘กรมศิลปฯ’ แจงปมร้อน ทุบกำแพง-ติดไฟ วัดไชยวัฒนาราม ยันขอน้อมรับคำวิจารณ์

วันที่ 21 ส.ค. ที่ห้องประชุม กรมศิลปากร นายอนันต์ ชูโชติ อธิบดีกรมศิลปากร แถลงข่าวกรณีความกังวลเกี่ยวกับการดำเนินโครงการประดับไฟโบราณสถานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการท่องเที่ยวในค่ำคืน ที่โบราณสถานวัดไชยวัฒนาราม ที่มีการขุดตัดแนวกำแพงวัดด้านทิศเหนือ เพื่อวางระบบสายไฟ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความแท้และดั้งเดิมของโบราณสถาน ว่า

กรมศิลปากรตระหนักและให้ความสำคัญในคุณค่าของอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยามาโดยตลอด เนื่องจากเป็นโบราณสถานที่ได้รับการประกาศเป็นมรดกโลก ตั้งแต่ปี 2534 เป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยง ซึ่งปี 2562 มีนักท่องเที่ยวเกือบ 3 ล้านคน เข้ามาชมกลุ่มโบราณสถานฯ

ดังนั้น กรมศิลปากร จึงจำเป็นต้องดูแลเป็นอย่างดีจัดงบด้านต่างๆให้ โดยหนึ่งในนั้น คือ โครงการเนรมิตอยุธยา เพื่อเพิ่มศักยภาพมรดกโลกและกระตุ้นการท่องเที่ยว ซึ่งโครงการประดับไฟโบราณสถานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการท่องเที่ยวในค่ำคืน ก็เป็นหนึ่งในโครงการเนรมิตอยุธยา เพื่อภาพบรรยากาศโบราณสถานยามค่ำคืนจะสามารถดึงดูดให้นักท่องเที่ยวอยู่ที่อยุธยานานขึ้น ให้รายได้ตกอยู่ในพื้นที่มากขึ้น

ไม่พลาดข่าวสำคัญ แค่กดเป็นเพื่อนกับ ไลน์@ข่าวสด ที่นี่เพิ่มเพื่อน

นายอนันต์ กล่าวต่อว่า โครงการประดับไฟโบราณสถานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการท่องเที่ยวในค่ำคืน ณ โบราณสถานในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ดำเนินการโดยการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ระยะเวลาการดำเนินการ ตั้งแต่วันที่ 3 ก.ค.61- 27 มิ.ย.62 ต่อมาขยายสัญญาถึงวันที่ 25 พ.ย.62 ดำเนินการในพื้นที่ 9 แห่ง ได้แก่ โบราณสถานวัดไชยวัฒนาราม วัดพระศรีสรรเพชญ์ วัดพระราม วัดมหาธาตุ วัดราชบูรณะ วัดภูเขาทอง วัดเกษ คุ้มขุนแผน และศูนย์บริการข้อมูลนักท่องเที่ยว ศาลากลางจังหวัดพระนครศรีอยุธยา (หลังเก่า)

ทั้งนี้ หัวใจของไลท์อัพ คือ โบราณสถานที่เป็นศูนย์กลางของแต่ละวัดที่จำเป็นต้องไปติดตั้งไฟ ซึ่งมีความยากลำบาก ทางกรมศิลปากรถกกันมานานมากว่าทำอย่างไร ในการลากสายเคเบิ้ลที่ไม่สามารถให้เลื้อยไปบนโบราณสถานได้ ไม่สามารถทำได้เหมือนกันการดำเนินการสภาพของแต่ละแห่ง

ภาพที่ปรากฏบนสื่อออนไลน์ โบราณสถานวัดไชยวัฒนาราม กรมศิลปากร ไม่ได้ปฏิเสธความรับผิดชอบ ช่องที่เห็นไม่ได้อนุญาตให้ผู้รับเหมาไปรื้อ แต่มีการหารือและวิเคราะห์ร่วมกัน ซึ่งเนื้องานวางสายไฟจำเป็นต้องวางแนวสายไฟเข้าพื้นที่โบราณสถานหลักด้านใน เพื่อส่องพระปรางค์ เมรุทิศ เมรุราย และพระวิหารด้านหน้า รวมทั้งพระเจดีย์คู่ โดยนักโบราณคดีได้พยายามดูในจุดที่ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด จึงเลือกจุดที่กำแพงช่วงนั้นมีชองว่างอยู่แล้ว คือ มุมตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อให้รถขุดขนาดเล็ก เข้ามาขุดเพื่อวางสายเคเบิ้ล

ส่วนที่เป็นรอยของรถที่อาจไปเหยียบอิฐอยู่บ้าง และอิฐที่เห็นไม่ได้เกิดจากการทำลายโบราณสถาน กรมศิลปากรไม่ได้ให้ผู้รับจ้างเป็นคนทำ แต่ดูแลและเปิดช่องถอดแนวอิฐบริเวณกำแพง แต่ระหว่างทำงานอาจมีบ้างเล็กน้อย เช่น รอยล้อรถที่ไปเหยียบอิฐ ไม่ใช่ผู้รับเหมาไปรื้อ ซึ่งตนได้กำชับไปแล้วว่าครั้งต่อไปต้องไม่มี” นายอนันต์ กล่าว

นายอนันต์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้เมื่อดำเนินการแล้วเสร็จจะบูรณะกำแพงให้ชนกันเลย เนื่องจากชำรุด เสียหายมานานแล้ว และที่เลือกส่วนที่เป็นกำแพงวัด เพราะเห็นว่ากำแพงวัดนั้นรูปแบบสถาปัตยกรรมไม่ซับซ้อน มีโอกาสได้รับผลกระทบน้อยสุด ขอให้มั่นใจว่าเมื่อแล้วเสร็จทุกอย่างจะเข้าสู่สภาพเดิม และมีความงดงาม

กรมศิลปากรขอน้อมรับคำวิจารณ์จากผู้ที่หวงแหนโบราณสถานไปปรับและทำงานให้รอบคอบมากยิ่งขึ้น ทั้งกำแพงวัดไชยวัฒนาราม ดังกล่าวมีมาตั้งแต่สมัยพระเจ้าปราสาททอง ซึ่งกรมศิลปากรได้บูรณะในช่วงปี 2535 อิฐบางก้อนเป็นอิฐใหม่แต่ขนาดเท่าของเดิม เพื่อเสริมความมั่นคงแล้ว ไม่ใช่เป็นซากดั้งเดิม ที่ยังไม่มีการแตะต้องแต่อย่างใด” นายอนันต์ กล่าว

 

บทความก่อนหน้านี้วอลเลย์บอลสาวไทย ซ้อมเข้ม – “โค้ชด่วน” ย้ำห้ามประมาท ‘อิหร่าน’
บทความถัดไปงานฉลองเปิดร้านไอวี่ 47 สถานที่แฮงเอ้าท์แห่งใหม่ พร้อมเสิร์ฟความโมเดิร์นและกลิ่นอายร่วมสมัย ใจกลางสุขุมวิท