ไอเอส มาเลย์เข้ามากบดาน กอ. รมน.ภาค 4 ยันไม่มี”ไอเอส” หนีซุกไทย ยังไม่พบคน 3 จว. เข้าร่วม หน่วยข่าววิเคราะห์ บีอาร์เอ็นกับ “ไอเอส” อาจเป็นพันธมิตรกันได้ แต่ไม่ร่วมมือกันแน่ เพราะเป้าหมายต่างกัน ที่สำคัญหาก บีอาร์เอ็นจับมือ “ไอเอส” จะโดนมาเลเซียกวาดล้างด้วย

วันที่ 4 พ.ค. รายงานข่าวจากกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) ภาค 4 ส่วนหน้า เปิดเผยว่า กรณีที่รัฐบาลมาเลเซียวิเคราะห์ว่ากองกำลังรัฐอิสลาม (กลุ่มไอเอส) ที่ถูกทางการมาเลเซียกวาดล้างหนัก ทำให้นาย มูฮัมมัด มูซัปฟาอารีฟบิน จูไนดี พร้อมอาวุธ ได้หลบหนีออกจากรัฐกลันตัน ซึ่งเป็นฐานที่มั่นของขบวนการแบ่งแยกดินแดนบีอาร์เอ็นและไอเอส เข้ามาใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

รายงานข่าวแจ้งว่า กอ.รมน.ได้สั่งให้กองกำลังในพื้นที่ในแนวชายแดนเข้มงวดในการเข้า-ออกในช่องทางที่ประชาชนทั้ง 2 ประเทศใช้ ทั้ง จ.สงขลา ปัตตานี นราธิวาส สตูล และยะลา ซึ่งมีเขตแดนติดต่อกับประเทศมาเลเซีย และเข้มงวดเรื่องการข่าว เชื่อว่าสามารถสกัดกั้นกลุ่มไอเอสได้

รายงานข่าวระบุด้วยว่า ยังไม่มีข้อมูลว่าคนมุสลิมในพื้นที่ 3 จังหวัดเข้าร่วมกับกลุ่ม ไอเอสไปรบที่ประเทศซีเรีย แล้วเดินทางกลับมา แต่หน่วยความมั่นคงติดตาม 5 กลุ่มในพื้นที่ที่ชอบแนวทางของไอเอสที่สุดโต่งในการใช้ความรุ่นแรง แต่ยังไม่พบการขยายเครือข่ายในการสร้างนักรบไอเอสในพื้นที่ และ ยังพบว่ากลุ่มไอเอสยังไม่ได้จับมือกับกลุ่ม บีอาร์เอ็น เพื่อจะก่อการร้ายในพื้นที่

รายงานข่าววิเคราะห์ด้วยว่า แม้ว่ารัฐกลันตันและรัฐตรังกานูเป็นฐานที่มั่นของ บีอาร์เอ็น และอาจมีกลุ่มไอเอสเคลื่อนไหวอยู่จำนวนมาก แต่เป้าหมายทั้ง 2 กลุ่มไม่ตรงกัน โดยไอเอสมีเป้าหมายเปลี่ยนระบอบการปกครองให้เป็น “รัฐอิสลาม” แบบอาณาจักร “คอลีฟะห์” หมายถึง ให้ผู้นำศาสนาเป็นผู้นำประเทศ ขณะที่บีอาร์เอ็นมีเป้าหมายคือการแบ่งแยกดินแดน เพื่อตั้งประเทศใหม่ จึงเป็นพันธมิตรร่วมกันได้ แต่จะไม่ร่วมรบกัน เพราะบีอาร์เอ็นยังใช้มาเลเซียเป็นฐานที่มั่นในการต่อสู้กับรัฐไทย แต่อาจจะหนีมาหลบซ่อนตัวชายแดนชั่วคราว เมื่อถูกทางการมาเลเซียปราบปรามหนัก

รายงานข่าววิเคราะห์อีกว่า หากบีอาร์เอ็นจับมือกับไอเอส บีอาร์เอ็นจะถูกมาเลเซียกวาดล้าง จะไม่สามารถปฏิบัติการก่อการร้ายเพื่อแบ่งแยกดินแดนในภาคใต้ของไทยได้ ดังนั้น จึงทำให้ฝ่ายความมั่นคงของไทยไม่วิตกกังวลต่อการที่ไอเอสอาศัยอยู่ในประเทศมาเลเซีย เพราะเป้าหมายของไอเอส คือ “มาเลเซีย” แต่อาจจะหนีมาหลบซ่อนในชายแดนของไทยเมื่อถูกตามจับกุม

รายงานข่าวจากสันติบาลมาเลเซียเปิดเผยว่า จากการสำรวจปี 2559 มีชาวมาเลเซียถูกชักจูงไปร่วมรบกับกลุ่มไอเอส ในประเทศซีเรียและอิรักประมาณ 250 คน ถูกจับกุมได้ประมาณ 50 คน ที่ยังเหลือประมาณ 200 คน กำลังทยอยกลับมาเลเซียและประเทศอินโด นีเซีย จึงต้องมีการกวาดล้าง

รายงานข่าวแจ้งว่า จากการตรวจสอบประวัติ นายมูฮัมหมัด มูซัฟฟา อารีฟ บินจูไนดี มีการเดินทางเข้าออกด่านพรมแดนอ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส หลายครั้ง เนื่องจากขณะนั้นทาง การประเทศมาเลเซียยังไม่ออกหมายจับ จึงไม่สามารถที่จะจับกุมได้ และล่าสุดได้มีการประทับตราหนังสือเดินทางเข้าออกระหว่าง 2 ประเทศอย่างถูกต้อง เมื่อวันที่ 21 เม.ย.ที่ผ่านมา ก่อนที่จะถูกทางการประเทศมาเลเซียอ้างว่าตกเป็นผู้ต้องสงสัยกลุ่มก่อการร้ายไอเอส ทั้งนี้ได้สั่งกำชับกองกำลังทหารสังกัดกองพลทหารราบที่ 2 และกองพลน้อยตำรวจหน่วยปฏิบัติการพิเศษทั่วไป ที่ส่งมาปฏิบัติหน้าที่บริเวณช่องทางข้ามแต่ละแห่ง มีความเข้มงวดในการตรวจตราบุคคลที่ผ่านเข้า-ออก โดยเฉพาะนายมูฮัมหมัด มูซัฟฟา อารีฟ บินจูไนดี หากพบตัวให้จับกุมเพื่อส่งทางการประเทศมาเลเซีย เพื่อเข้าสู่ขบวนการสอบ สวนที่ตกเป็นผู้ต้องสงสัยกลุ่มก่อการร้าย ไอเอสต่อไป

ที่ด่านพรมแดน อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส พ.ต.อ.นพดล รักชาติ ผกก.ตม.จ.นราธิวาส กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ก็ยังคงปฏิบัติหน้าที่ในการตรวจเข้มบุคคลที่เดินทางผ่านเข้าออกระหว่างพรมแดนเหมือนในทุกๆ วันที่ผ่านมา ด้วยการนำหนังสือเดินทางของแต่ละบุคคลเข้าระบบตรวจสอบด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ ไม่สามารถที่จะแฝงตัวหลบหนีเข้าประเทศได้ หากเป็นบุคคลตามหมายจับและห้ามเข้าประเทศในทุกกรณี รวมทั้งมีการตรวจสอบยานพาหนะทุกชนิดอย่างละเอียด ที่ขับผ่านเข้าออกระหว่าง 2 ประเทศ

นายดำรงค์ ดีสกูล นายอำเภอเบตง จ.ยะลา กล่าวว่า ทางศูนย์ปฏิบัติการอำเภอเบตง ได้ติดตามความเคลื่อนไหวของสมาชิกกลุ่ม ไอเอสมาโดยตลอด ในเบื้องต้นยังไม่มีรายงานที่แน่ชัดว่ามีสมาชิกกลุ่มไอเอส จากประเทศมาเลเซีย หลบหนีเข้ามาซ่อนตัวในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะเจ้าหน้าที่มาเลเซียเองก็วิเคราะห์จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ยังไม่ยืนยันอย่างเป็นทางการ อย่างไรก็ตาม ทางศูนย์ปฏิบัติการอำเภอเบตงได้สั่งการให้กองกำลังทุกพื้นที่ตามแนวชายแดนให้เพิ่มความเข้มงวดโดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองเบตง

วันเดียวกัน พ.ต.อ.สุทธิเวท บุญยรัตกลิน ผกก.สส.ภ.จว.ยะลา เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ได้จับกุม นายฮารง ดอเล๊าะ บุคคลเป้าหมายตามหมายจับ ป.วิ อาญา หมายศาลจังหวัดยะลาที่ 247/2557 ลงวันที่ 14 ก.ค.2557 ข้อหา ร่วมกันก่อการร้ายด้วยการวางระเบิด ทำให้มีคนบาดเจ็บ ทรัพย์สินเสียหาย และมีผู้ถึงแก่ความตาย เหตุเกิดเมื่อวันที่ 6-7 เม.ย.2557 เป็นการลอบวางระเบิด 4 จุด คือ 1.หน้าร้านราชาเฟอร์นิเจอร์ 2.ร้านแก้วฟ้า 3.ร้านสะดวกซื้อ กศน.ยะลา และ 4.โกดังศรีสมัย ในเขตเทศบาลนครยะลา อ.เมือง จ.ยะลา มีผู้เสียชีวิต 1 คน บาดเจ็บ 28 ราย มูลค่าความเสียหาย 154 ล้านบาท

พ.ต.อ.สุทธิเวชกล่าวว่า โดยจับกุมได้ที่บ้านพักในจ.ยะลา เมื่อวันที่ 3 พ.ค.ที่ผ่านมา จากนั้นนำตัวส่งสภ.ธารโต เพื่อทำการจัดเก็บดีเอ็นเอ จัดเก็บลายนิ้วมือ และลงประจำวัน โดยควบคุมตัวตามกฎอัยการศึก และให้จนท.ตชด.44 นำตัวส่งศูนย์ซักถามกรม ทพ.41 ต.วังพญา อ.รามัน จว.ยะลา เพื่อดำเนินกรรม วิธีซักถามต่อไป

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน