ทำกันได้ลงคอ ผู้ต้องหายาบ้าหลอกขอเช่าโฉนดที่นาของลุงวัย 59 ปี กับป้าวัย 56 ปี เพื่อประกันตัวเอง สุดท้ายชิ่งหลบหนี ปล่อยให้ที่นาของลุงกับป้าต้องยึดขายทอดตลาด ไม่มีแม้กระทั่งที่ดินทำกิน บ้านซุกหัวนอนมรดกชิ้นสุดท้ายที่พ่อแม่ทิ้งไว้ ไร้เงินรักษาป้าที่กำลังเป็นเบาหวาน

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 12 มิ.ย. ที่สมาคมนักข่าวและสื่อมวลชนจังหวัดอำนาจเจริญ นายคำหล้า โลมพันธ์ อายุ 59 ปี และคุณป้าป้อ จำรัสแนว อายุ 56 ปี สองสามีภรรยาเดินทางมาร้องเรียนกับผู้สื่อข่าว หลังจากที่ถูกเพื่อนบ้านที่รู้จักกันมาชักชวนให้นำโฉนดที่ดินไปประเมินราคาที่สำนักงานที่ดินจังหวัด เพื่อนำมาใช้เป็นหลักทรัพย์ประกันตัวผู้ต้องหา ซึ่งจะได้รับค่าตอบแทนจากการเช่าหลักทรัพย์เป็นจำนวนเงิน 10 เปอร์เซ็นต์ จากราคาหลักทรัพย์ที่ประเมินได้

ประกอบกับช่วงนั้นคุณลุงและคุณป้าต้องการใช้เงิน เนื่องจากคุณป้ากำลังป่วย จึงต้องการเงินที่จะได้จากการเช่าที่ดินไปใช้เป็นค่ารักษาพยาบาล และไว้ใช้จ่ายในครอบครัว จึงตัดสินใจเอาโฉนดไปประเมินราคาและนำมาปล่อยเช่า แต่ฝันที่หวังไว้กลับไม่เป็นอย่างนั้น เมื่อได้ค่าเช่าที่ดินไม่ครบตามจำนวน แถมผู้ต้องหาที่มาเช่าหลักทรัพย์กลับหนีไม่ยอมมาขึ้นศาลตามนัด ศาลจึงมีคำสั่งยึดหลักทรัพย์ที่ใช้ค้ำประกันดังกล่าว ทำให้ไร้ที่ดินทำกินที่ซุกหัวนอน

นายคำหล้า กล่าวกับผู้สื่อข่าวทั้งน้ำตาว่า ตนได้รับมรดกที่พ่อแม่ของตนทิ้งไว้ให้นั่น เป็นบ้านพร้อมที่นาจำนวน 6 ไร่เศษ ซึ่งตนและภรรยาก็ใช้ที่ดินผืนดังกล่าวปลูกข้าวทำนาตามประสาชาวบ้านทั่วไป พอได้กินได้ใช้มาเกือบ 30 ปี ฤดูไหนที่ไม่ใช่ฤดูทำนาก็จะได้รับจ้างทั่ว พอที่จะได้มีเงินไว้ใช้ซื้อกับข้าวกินตามประสาคนแก่

แต่พอเมื่อช่วง 2-3 ปี ที่ผ่านมาภรรยาของตนป่วยเป็นโรคเบาหวาน ทำให้ไม่สามารถทำงานหนักได้เหมือนเดิม เงินที่หามาได้ส่วนใหญ่ก็จะหมดไปกับค่ารักษาพยาบาล จนเมื่อกระทั่งเมื่อต้นเดือนธันวาคม ปี 2559 มีเพื่อนบ้านมาชักชวนให้นำโฉนดที่ดินของตนที่มีอยู่ นำไปประเมินราคากับสำนักงานที่ดินจังหวัดอำนาจเจริญ เพื่อที่จะนำไปปล่อยเช่าให้กับผู้ต้องหา ใช้เป็นหลักทรัพย์ในการประกันตัว โดยตนจะได้ค่าตอบแทนจากการเช่าหลักทรัพย์ 10 เปอร์เซ็นต์ ของที่ดินที่ประเมินราคาได้ ซึ่งที่ดินของตนนั่นประเมินราคาออกมาแล้วมีมูลค่ากว่า 2 ล้านบาท หากมีผู้ต้องหามาเช่าหลักทรัพย์ตนก็จะได้รับเงินค่าเช่าหลักทรัพย์ เป็นจำนวน 2 แสนบาท

“ด้วยความจำเป็นที่ต้องใช้เงิน จึงได้ตัดสินใจนำที่ดินไปปล่อยเช่า เพราะคิดว่าเงินที่ได้นั่นคงจะเพียงพอกับค่ารักษาพยาบาลของภรรยา และเหลือไว้เป็นทุนในการใช้จ่ายทำอย่างอื่นบ้าง ตอนนั้นมีผู้ต้องหาที่ต้องการหลักทรัพย์จำนวน 2 ล้านบาทไปประกันตัวคือนางศรุตา ครุฑกษัตริย์ไทย อายุ 31 ปี ซึ่งเป็นผู้ต้องหาคดียาเสพติด โดยแม่ของผู้ต้องหาคนดังกล่าว มาติดต่อขอเช่าหลักทรัพย์ พร้อมทั้งมีพยานในการรับรู้ด้วยกันอีก 4 คน พอหลังจากที่ศาลได้มีคำสั่งอนุญาตให้สามารถประกันตัวผู้ต้องหาได้เสร็จ ก็ได้เงินจำนวน 20,000 บาท จากแม่ของผู้ต้องหา พร้อมกับบอกว่า เงินส่วนที่เหลืออีกจำนวน 180,000 บาทนั้น จะนำมาให้วันที่ศาลนัดอีกครั้ง” นายคำหล้า กล่าว

คุณลุงวัย 59 กล่าวต่อว่า แต่ความหวังที่จะได้เงินนำมาใช้รักษาภรรยาต้องกลับต้องสลาย หลังจากที่ผู้ต้องหาได้รับการประกันตัวแล้วก็กลับชิ่งหลบหนี ไม่รู้หายไปไหน ไม่ยอมมาขึ้นศาลตามนัด หนีศาล เจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่สามารถติดตามจับกุมตัวได้ แม้กระทั่งตอนนี้ก็ยังไร้วี่แวว ศาลจึงมีคำสั่งปรับให้ตนชำระหนี้เป็นจำนวนเงิน 35,000 บาทต่อเดือน เพื่อเป็นรักษาโฉนดที่ดินของตนเองไว้ ไม่ให้โดนยึดนำไปขายทอดตลาด

ในช่วงเดือนแรกก็พอจะมีเงินนำมาชำระหนี้ เพราะนำวัวที่มีอยู่จำนวน 1 ตัว เอาไปขาย เพื่อมาชำระหนี้ แต่พอเดือนต่อมา ตนและภรรยาก็ไม่รู้จะหาเงินมาจากที่ไหน จะหาเงินไว้ซื้อกินทุกวันนี้ก็ยังยากลำบาก จนกระทั่งตอนนี้โดนยึดทั่งบ้านและที่นา และถูกนำไปประกาศขายทอดตลาดแล้ว ไม่มีแม้กระทั่งที่จะซุกหัวนอน จึงอยากให้สื่อช่วยเป็นสื่อกลาง ฝากไปถึงผู้ต้องหาที่กำลังหลบหนีอยู่ในขณะนี้ให้กลับมาขึ้นศาล ตนไม่ต้องการเงินค่าเช่าที่ดินแล้ว ต้องการแค่ที่นาคืน เพื่อเอาไว้ทำกินแค่นั่น โปรดเห็นใจตนกับภรรยาด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า หลังจากผู้ต้องหาที่ได้รับการประกันตัวแล้วตอนนี้ก็หลบหนีอยู่ ไม่ยอมมาขึ้นศาลตามนัด ขณะที่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ขออนุญาตศาลออกหมายจับแล้วในตอนนี้

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน