เมื่อวันที่ 29 มิ.ย. นายชีวะภาพ ชีวะธรรม หัวหน้าชุดปฏิบัติการพยัคฆ์ไพร กรมป่าไม้ เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 28-29 มิ.ย. กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ร่วมกับชุดพยัคฆ์ไพรกรมป่าไม้ บูรณาการหน่วยงานประกอบด้วย ประมาณ 80 นาย เข้าตรวจยึดพื้นที่บุกรุกปลูกยางพาราของกลุ่มนายทุนในพื้นที่ ต.โป่ง อ.ด่านซ้าย จ.เลย รวม 2 เป้าหมาย ดังนี้ เป้าหมาย 1 ตรวจยึดพื้นที่ 10 แปลง พื้นที่ประมาณ 1,100 ไร่ บ้านทุ่งเทิง ต.โป่ง อ.ด่านซ้าย จ.เลย และจับกุมนายวิชัย ศรีภูมิ พร้อมรถแทรคเตอร์ล้อยาง สีส้ม 1 คัน
เป้าหมายที่ 2 ตรวจยึดพื้นที่ 2 แปลง พื้นที่ประมาณ 3,000 ไร่ อยู่ที่บ้านกกกะบาก ต.โป่ง อ.ด่านซ้าย จ.เลย และควบคุมชาวบ้านในพื้นที่รวม 4 คน จากการตรวจสอบเบื้องต้นพื้นที่ถูกบุกรุกใน ต.โป่ง อ.ด่านซ้าย จ.เลยทั้ง 2 จุดในท้องที่ ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าภูเปือย ป่าภูขี้เถ้า และป่าภูเรือ มีบางส่วนที่คาบเกี่ยวพื้นที่ จ.เพชรบูรณ์ อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าโคกซำซาง ซึ่งจะประสาน กอ.รมน.จ.เพชรบูรณ์ เข้าตรวจยึดต่อไป จากการสอบสวนชาวบ้านในพื้นที่ และจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ให้การตรงกันว่า นายทุนตัวการที่บุกรุกเป็นกลุ่มนายทุนจากภาคใต้ และกลุ่มผู้มีอิทธิพลใน จ.เพชรบูรณ์
นายชีวะภาพ กล่าวว่า พื้นที่ดังกล่าวถือเป็นพื้นที่ป่าชั้น 1 เอ ป่าต้นน้ำของแม่น้ำป่าสัก ถือเป็นการตรวจยึดครั้งใหญ่ที่สุดที่เกิดขึ้นในปีนี้ ภายหลังจากพล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สั่งการให้ปรับแผนการเข้าตรวจยึดจับกุมกลุ่มนายทุนที่บุกรุกพื้นที่ป่า ซึ่งก่อนหน้าที่เริ่มดำเนินการเรื่องนี้เมื่อปี 2558 มีพื้นที่เป้าหมาย สวนยางพารา ที่บุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติทั่วประเทศ 4.4 ล้านไร่ โดย 1.3 ล้านไร่เป็นกลุ่มทุนที่บุกรุกเข้ามาหลังจากมีมติคณะรัฐมนตรี(ครม.) 2541 ซึ่งถือว่ากระทำผิดชัดเจน กับอีก 1.7 ล้านไร่ เป็นกลุ่มผู้ยากไร้ ที่ได้รับการยกเว้น ส่วนที่เหลืออยู่ระหว่างการพิสูจน์สิทธิ โดยในปี 2558 นั้น ตรวจและยึดพื้นที่คืนมาได้ 1.1 แสนไร่ ปี 2559 ได้ 2.6 หมื่นไร่ และปี 2560 ก่อนหน้านี้ได้เพียง 2 พันไร่เท่านั้น
“สาเหตุที่ปีนี้ดำเนินการตรวจยึดได้น้อย เพราะกลุ่มนายทุนมีการปรับแผนการรุกพื้นที่ จากเดิมที่จะรุกและเข้าครอบครองพื้นที่โดยการเข้าไปปลูกยางพารา เป็นบริเวณกว้างกินพื้นที่สุดลูกหูลูกตาแบบเดิม ก็จะหันมาใช้วิธี เข้าไปครอบครองโดยให้นอมินี ซึ่งเป็นชาวบ้านในพื้นที่เข้ามาปลูกยางพาราเป็นหย่อมๆไม่เกินจุดละ 25 ไร่ เพราะหากพื้นที่ใดที่มีการบุกรุกเกิน 25 ไร่ ชุดปฏิบัติการปราบปรามสามารถใช้แผนที่ภาพถ่ายทางอากาศเข้าไปตรวจจับได้ทันที แต่หากเป็นพื้นที่เล็กๆไม่เกิน 25 ไร่ อาจจะยกเว้นเอาไว้ก่อน
เนื่องจากก่อนหน้านี้จะสันนิษฐานว่าเป็นของชาวบ้านผู้ยากไร้ แต่ภายหลังเมื่อมีการปรับเปลี่ยนแผน โดยทางกอ.รมน.ร่วมกับหน่วยพยัคฆ์ไพร ได้ลงพื้นที่ที่มีปัญหาการบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติที่มีความรุนแรงระดับประเทศ 10 พื้นที่ ได้แก่ 1.เลย 2.จันทบุรี 3.ระยอง 4.นครศรีธรรมราช 5.พิษณุโลก 6.เพชรบูรณ์ 7.อุดรธานี 8.กาญจนบุรี 9.ฉะเชิงเทรา และ 10.ชัยภูมิ โดยคัดเลือกผู้นำชุมชนที่มีความเข้มแข็งมาฝึกอบรมการข่าว ซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่จาก กอ.รมน.เป็นผู้ฝึกอบรมให้ ฝึกการใช้แอปพลิเคชันส่งข่าวให้เจ้าหน้าที่ การแทรกซึมเข้าไปหาข่าว ทำให้สามารถได้ข้อมูลเพื่อเข้าไปตรวจยึดจับกุม ได้เพิ่มมากขึ้น ได้รายละเอียดมากขึ้น โดยผลจากการปรับแผน ซึ่งมีการประชุมไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้สามารถเข้าตรวจยึดพื้นที่ ที่มีการบุกรุกป่าต้นน้ำผืนใหญ่ได้มากถึง 4 พันไร่ด้วยกัน” นายชีวะภาพ กล่าว

