กรมทางหลวงชนบท เรียกประชุมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมลงพื้นที่ตรวจสอบ ความเสียหายหลังถูกน้ำท่วมหนักใน จ.สุราษฎร์ธานี พบถนนถูกตัดขาด 2 แห่ง
เมื่อวันที่ 14 ธ.ค. 2563 นายวิศว์ รัตนโชติ วิศวกรใหญ่ กรมทางหลวงชนบท พร้อมคณะประชุมติดตามสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่จ.สุราษฎร์ธานี ที่ได้รับผลกระทบ โดยมีนายพิสิฐ ศรีวรานันท์ ผอ.สำนักงานทางหลวงชนบทที่ 11 นายมงคล ภู่เจริญโภคา ผอ.แขวงทางหลวงชนบทสุราษฎร์ธานี
เกาะติดข่าว กดติดตามไลน์ ข่าวสด
![]()
นำเสนอข้อมูลสถานการณ์อุทกภัยฯ ที่ห้องประชุมแขวงทางหลวงชนบทสุราษฎร์ธานี และนำคณะผู้บริหาร ลงพื้นที่สายทางหลวงชนบท สาย สฎ. 2036 แยกทางหลวงหมายเลข 41 ถึงบ้านแม่แขก อ.พุนพิน จ.สุราษฎร์ธานี
และสาย สฎ.021 สะพานทวีทรัพย์ประสานราษฎร์ อ.พุนพิน อ.บ้านนาเดิม จ.สุราษฎร์ธานี เพื่อตรวจสอบสายทางที่ชำรุดเสียหาย และมอบสิ่งของอุปโภคและบริโภคให้กับชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยบนสายทางหลวงชนบท
นายวิศว์ รัตนโชติ กล่าวว่า การติดตามสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่จ.สุราษฎร์ธานี ครั้งนี้ เพื่อตรวจสอบความเสียหายของเส้นทางในความรับผิดชอบของกรมทางหลวงชนบท การติดตั้งป้ายเตือนให้กับประชาชนที่ใช้เส้นทาง
และหากมีกรณีเส้นทางที่ไม่สามารถสัญจรผ่านได้ให้จัดหาทางเลี่ยงพร้อมเข้าดำเนินการซ่อมแซมเบื้องต้น ให้ประชาชนสามารถใช้เส้นทางสัญจรไปมาได้ชั่วคราว และประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าให้การช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ทันที

ทางด้านนายมงคล เปิดเผยว่า แขวงทางหลวงชนบทสุราษฎร์ธานีมีโครงข่ายสายทางในความรับผิดชอบ จำนวน 31 สายทาง ระยะทางรวม 451.346 กม. ส่วนสถานการณ์อุทกภัยถนนโครงข่ายทางหลวงชนบท ตั้งแต่วันที่ 2-13 ธ.ค. 2563 ถนนโครงข่าย ทช.จำนวน 6 สายทาง เชิงลาดสะพาน 2 โครงการ
ขณะนี้ถนนสามารถสัญจรผ่านได้ 5 สายทาง เชิงลาดสะพาน 1 โครงการ และผ่านไม่ได้ 1 สายทาง คือ สาย สฎ.2036 แยกทางหลวงหมายเลข 41 ถึงบ้านแม่แขก และเชิงลาดสะพานอีก 1 โครงการ คือสาย สฎ.021 สะพานทวีทรัพย์ประสานราษฎร์
โดยมีการตรวจสอบความเสียหายในสายทางดังกล่าว เพื่อเสนอของบประมาณในการดำเนินการ และได้กำกับให้เจ้าหน้าที่ของหน่วยงานติดตั้งป้ายเตือนให้กับประชาชนที่ใช้เส้นทาง หากมีกรณีเส้นทางที่ไม่สามารถสัญจรผ่านได้ให้ความช่วยเหลือเบื้องต้น
โดยจัดหาทางเลี่ยงพร้อมเข้าดำเนินการซ่อมแซมให้ประชาชนสามารถใช้เส้นทางสัญจรไปมา ได้ชั่วคราว พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าให้การช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ ตามนโยบายของกรมทางหลวงชนบทต่อไป
