พระเป่าไฟยันชาวบ้านขอให้เป่าเพื่อเป็นสิริมงคล ก่อนเคลื่อนขบวนแห่กฐินเท่านั้น หลังงดมา 3 เดือน เพราะอยู่ในช่วงเดือนถวายพระเพลิงพระบรมศพ พร้อมสาธิตเป่าไฟด้วยการอมน้ำตาเทียนร้อนๆในปากอีกด้วย
จากกรณีที่ในโลกโซเชี่ยลแชร์ภาพพระสงฆ์ ขณะกำลังพ่นลูกไฟ กลางงานแห่กฐินสามัคคีภายในวัด ซึ่งมีช้าง 4 เชือกและชาวบ้านในพื้นที่ร่วมงานแห่กฐินจำนวนมาก จนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ไปต่างๆนาๆถึงความไม่เหมาะสม เหตุเกิดเมื่อวันที่ 8 ต.ค. ที่ผ่านมา อ่านข่าว ฮือฮา เจ้าอาวาสโชว์พ่นลูกไฟ กลางงานทอดผ้ากฐินวัดดังสุรินทร์
เมื่อวันที่ 10 ต.ค. ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่เดินทางไปยังวัดป่ารัตนสุทธิกระทม เพื่อสอบถามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น และพบกับพระปลัดรัตนชัย อสิงสโก เจ้าอาวาสวัดป่ารัตนสุทธิกระทม อายุ 44 ปี ที่ศาลาการเปรียญภายในวัด ก่อนจะสาธิตการพ่นลูกไฟให้ผู้สื่อข่าวดู โดยให้ลูกศิษย์นอนคว่ำหน้า จากนั้นใช้ผ้าขาวคลุมก่อนจะจุดเทียน ร่ายมนต์คาถาหลวงปู่สรวง เทวดาเดินดิน ระหว่างรอให้น้ำตาเทียนหยดลงขัน เมื่อได้น้ำตาเทียนที่ไหลหยดลงในขันในปริมาณที่ต้องการ จึงยกขันน้ำตาเทียนร้อนๆเข้าปากเพื่ออมน้ำตาเทียนไว้ โดยที่หลวงพ่อไม่มีทีท่าว่าจะร้อนหรือลวกปากแต่อย่างใด ก่อนจะพ่นน้ำตาเทียนผ่านเปลวไฟของเทียน จนไฟลุกพรึ่บผ่านคนที่นอนคุลมผ้าอยู่ โดยผู้ที่เข้ามาให้หลวงพ่อเป่าไฟให้นั้น ต่างเชื่อกันว่าจะเป็นสิริมงคล ช่วยขจัดปัดเป่าสิ่งไม่ดี สิ่งชั่วร้ายและโรคภัยไข้เจ็บออกไปจากตัว
พระปลัดรัตนชัย เปิดเผยว่า การเป่าไฟในภาพที่มีการแชร์ออกไป เป็นการเป่าไฟเพื่อเอาฤกษ์เอาชัย ในงานทอดกฐินสามัคคี เพื่อเคลื่อนขบวนแห่ เพื่อเป็นสิริมงคล ซึ่งศิษยานุศิษย์ที่เป็นเจ้าภาพงาน ต้องการให้หลวงพ่อเป่า ซึ่งก็จะเป็นคนที่มาให้หลวงพ่อเป่า ประพรมน้ำมนต์ มีการคลุมผ้าขาว ก่อนเป่าเพื่อปัดเป่าสิ่งที่ไม่ดีอยู่ในตัวออกไปอยู่เป็นประจำ ญาติโยมที่เจ็บป่วยก็หาย จึงเกิดศรัทธามาร่วมงานกฐินกันทุกปี
แต่ระยะนี้ก็ไม่ได้เป่าไฟหรือทำพิธีปัดเป่าให้ลูกศิษย์มาประมาณ 3 เดือนแล้ว อีกทั้งในช่วงนี้ เป็นช่วงเดือนที่จะมีพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพด้วย จึงงด แต่วันงานกฐิน ศิษยานุศิษย์อยากให้เป่าเพื่อเอาฤกษ์เอาชัยเท่านั้น แทนการจุดพลุจุดตะไลที่มีเสียงดังอึกกระทึกครึกโครม ซึ่งอาตมาเองตอนเด็กๆก็เป็นศิษย์หลวงปู่สรวง เทวดาเดินดิน ท่านจะชอบไปกับกองไฟ ไปนั่งกับกองไฟ ท่านไปไหนก็มีไฟไปด้วย หลวงปู่สรวงก็เคยเสกมันให้ฉันท์ และมนุษย์ของเราก็ประกอบไปด้วย 4 ธาตุ คือธาตุดิน น้ำ ลม และไฟ พระสงฆ์หลายท่านก็มีการรดน้ำมนต์ คือการให้น้ำ
ส่วนการคลุมผ้าเป่าไฟ ก็เป็นการให้ธาตุไฟแก่โยม เป็นความเชื่อ ไม่เป็นอันตราย หลังเป่าไปอาจจะช่วยปัดเป่าสิ่งไม่ดี เป็นการให้กำลังใจญาติโยม ก็หายป่วยหลายคน ญาติโยมจึงพากันมาให้หลวงพ่อเป่าให้อย่างต่อเนื่องมา 8-9 ปีแล้ว ซึ่งครั้งนี้หลวงพ่อก็ไม่อยากเป่าให้ญาติโยมมากมายหลายคน จึงขอเป่าแค่เป็นพิธีก่อนเคลื่อนขบวนแห่กฐิน แห่ช้างเท่านั้นเอง ถ้าจะจุดพลุเสียงดังเอิกเกริกก็คงไม่เหมาะสมในช่วงนี้ จึงเป่าเพื่อบูชาไฟ ไฟเป็นสิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์ เช่น มีการจุดตะไล บั้งไฟ เพื่อขอให้ฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาล หลังจากหลวงพ่อเป่าไฟ ญาติโยมก็เอาขี้เทียนที่หลวงพ่อเป่าในวันนั้นไปใส่เป็นน้ำมนต์ เพื่อไปรดเป็นสิริมงคลกับลูกหลาน กลับไปกิจการจะได้ดีขึ้น ที่เป่าคือใช้น้ำตาเทียนเป่า
“ในพระธรรมวินัยที่บอกว่าห้ามอวดอุตริมนุษยธรรม อาตมาก็ไม่ได้อวดอ้างอะไร เป่าเพื่อเป็นการอนุเคราะห์ สงเคราะห์ เพราะโยมขอร้อง ถือว่าข้อนี้ยังไม่ผิด ไม่ได้ทำอะไรที่ผิดร้ายแรง แต่ถ้าในพระธรรมวินัย ศีลมี 227 ข้อ ข้อที่ห้ามคือปะราชิกสี่ ก็ไม่ได้อยู่ในขั้นนี้ที่ว่าหนัก เป็นการสงเคราะห์ อนุเคราะห์คือสิ่งที่ประเสริฐ คือสิ่งที่ดีเป็นการให้กำลังใจญาติโยม มีกำลังใจที่จะดำเนินชีวิตต่อไป ที่ผ่านมาเป่าให้โยม จากที่เจ็บแข้งเจ็บขาเขาก็หาย จึงถวายปัจจัยหลวงพ่อ หลวงพ่อก็เอาปัจจัยทั้งหมดไปสร้างพระพุทธรูปองค์ใหญ่และโบสถ์วัดที่กำลังสร้าง และยังไม่เสร็จ รวมทั้งสร้างเมรุ เพื่อสืบทอดและจรรโลงศาสนาต่อไป” เจ้าอาวาสวัด กล่าว


