นักวิชาการ ชี้รัฐเสียค่าโง่กว่าหมื่นล้านบาท หลังกรมสรรพสามิตรปรับภาษียาสูบใหม่ 2 อัตรา เปิดช่องบุหรี่นอกลดราคา ทำบุหรี่ไทยราคาสูง
เกาะติดข่าว กดติดตามไลน์ ข่าวสด

เมื่อวันที่ 7 มี.ค. 2564 นพ.หทัย ชิตานนท์ ประธานสถาบันส่งเสริมสุขภาพไทย กล่าวว่า เมื่อปี 2560 กรมสรรพสามิตรกำหนดขึ้นภาษียาสูบ 2 อัตรา คือ บุหรี่ไม่เกินซองละ 60 บาท เสียภาษีร้อยละ 20 ส่วนซองละ 60 บาทขึ้นไป เสียภาษีร้อยละ 40 ส่งผลให้บุหรี่ไทยราคาสูงขึ้น ขายได้น้อยลง บุหรี่นอกราคาถูกลงขายได้มากขึ้น ขอให้นายกรัฐมนตรีได้ทราบความจริงข้อนี้ และสั่งการให้ฝ่ายสาธารณสุข มหาวิทยาลัย และภาคประชาสังคมที่มีผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนี้มีส่วนร่วมในการพิจารณาภาษีบุหรี่ด้วย เพื่อประสิทธิภาพการควบคุมยาสูบของประเทศ
นพ.หทัย กล่าวอีกว่า องค์การอนามัยโลกเสนอว่า การขึ้นราคาบุหรี่มีประสิทธิภาพสูงในการลดความต้องการบริโภค ช่วยหยุดและป้องกันการเริ่มใช้ยาสูบ การเพิ่มราคาบุหรี่ร้อยละ 10 จะลดความต้องการสูบบุหรี่ได้ร้อยละ 4 ในประเทศมีรายได้สูง และร้อยละ 5 ในประเทศรายได้ต่ำและปานกลาง
ด้าน รศ.ดร.สุชาดา ตั้งทางธรรม ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมสุขภาพไทย กล่าวว่า บุหรี่เป็นสินค้าอันตรายฆ่าคนได้ รัฐจึงต้องแทรกแซงให้มีราคาสูงขึ้น เพื่อควบคุมไม่ให้เข้าถึงได้ง่าย อย่างบุหรี่นอกเดิมขายซองละ 70-72 บาท ควรจะต้องเสียภาษีร้อยละ 40 ไม่ใช่ปล่อยให้ราคาลดลงเหลือ 60 บาท ทำให้เสียภาษีลดลงเหลือร้อยละ 20
ขณะที่บุหรี่ไทยมีราคาสูงขึ้นเสียภาษีต่อซองเพิ่มขึ้นทุกยี่ห้อ จึงมีการนำเข้าเพิ่มขึ้นอย่างมาก รัฐวิสาหกิจยาสูบและชาวไร่ยาสูบได้รับผลกระทบหนักจากการรับซื้อใบยาสูบที่ลดลง เพราะคนหันไปซื้อบุหรี่นอก กรมสรรพสามิตอ้างว่ากำหนดอัตราภาษีเพื่อลดการเข้าถึงของประชาชน แต่กลับใช้มาตรการภาษีปล่อยให้บุหรี่ลดราคา ทำให้เด็กและเยาวชนเข้าถึงง่าย
“การปล่อยให้บุหรี่นอกลดราคา นอกจากจะขัดกับหลักเศรษฐศาสตร์แล้ว ยังขัดกับการชี้แนะของธนาคารโลกและองค์การอนามัยโลก ในเมื่อบุหรี่เป็นสินค้าอันตราย การปรับโครงสร้างภาษีจะต้องไม่ทำให้ราคาจำหน่ายบุหรี่ลดลง ซึ่ง 3 ปีที่ผ่านมา ประเทศเสียค่าโง่แล้วนับหมื่นล้านบาท จึงควรกลับไปทบทวนเรื่องราคาและภาษีบุหรี่กันใหม่ให้เกิดประโยชน์แก่สังคมโดยรวม” รศ.ดร.สุชาดา กล่าว
นายไพศาล ลิ้มสถิตย์ กรรมการสถาบันส่งเสริมสุขภาพไทย และกรรมการบริหารศูนย์กฎหมายสุขภาพและจริยศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ กล่าวว่า การปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิต ปี 2560 ส่งผลให้ผู้นำเข้าบุหรี่บางรายปรับลดราคาขายปลีกแนะนำ เพื่อเสียภาษีอัตราต่ำร้อยละ 20 ทำให้คนเข้าถึงบุหรี่นำเข้าง่ายขึ้น ส่งผลเสียต่อสุขภาพ
นายไพศาล กล่าวอีกว่า กรมสรรพสามิตควรแก้ไขโดยด่วน โดยจัดทำเกณฑ์กำหนดราคาขายปลีกแนะนำเป็นการเฉพาะกรณียาสูบ ไม่ปะปนสินค้าอื่นและใช้อัตราเดียว มีกลไกตรวจสอบข้อมูลราคาขายปลีกแนะนำ และกำหนดภาษีตามปริมาณคิดจากราคาขั้นต่ำของบุหรี่ต่อซองเป็นหลัก เพื่อป้องกันปัญหาเลี่ยงภาษีจนทำให้รัฐเสียหาย และส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน ซึ่งข้อมูลตั้งแต่ปี 2560 – 2563 รัฐมีรายได้นำส่งแผ่นดินลดลงมากกว่า 10,000-21,000 ล้านบาทต่อปี เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงก่อนปี 2560
ขณะที่ ดร.วศิน พิพัฒนฉัตร ผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) กล่าวว่า การที่กรมสรรพสามิตกำหนดพิกัดอัตราภาษี โดยไม่บัญญัติให้คงราคาเดิมหรืออย่างน้อยต้องไม่ต่ำกว่าราคาเดิมไว้ก่อนบังคับใช้ ส่งผลให้บุหรี่นำเข้าลดราคาได้ จึงสมควรให้มีการย้อนหลังกลับไปกำหนดห้ามลดราคาและใช้ราคาบุหรี่เดิม ก่อนที่จะมีการบังคับใช้กฎกระทรวงกำหนดพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 ซึ่งสอดคล้องกับกรอบอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบขององค์การอนามัยโลกที่ไทยลงร่วมลงนามไว้