เมื่อวันที่ 23 และ 24 ธ.ค. นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) เป็นประธานการประชุมขับเคลื่อนนโยบายของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นในการบริการสาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อมอบแนวทางการทำงานในปี พ.ศ.2561 และสร้างความเข้าใจในแต่ละภารกิจให้ตรงกัน เพื่อให้การขับเคลื่อนมีพลัง เกิดผลดีต่อพี่น้องประชาชน โดยมีนายดุษฎี สุวัฒวิตยากร นายธนา ยันตรโกวิท นายขจร ศรีชวโนทัย รองอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ผู้บริหารกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และท้องถิ่นจังหวัดทั่วประเทศ เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุม 5501 กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น

นายสุทธิพงษ์ กล่าวว่า รัฐบาลมีนโยบายช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกยางพารา เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาราคายางพาราตกต่ำรวมทั้งให้ส่วนราชการ/หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง สำรวจความต้องการและพิจารณาจัดทำโครงการหรือกิจกรรมที่มีส่วนผสมของยางพารา ซึ่งกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นเร่งสนับสนุนนโยบายเร่งด่วนนี้ให้เป็นไปอย่างชัดเจนและเป็นรูปธรรม โดยขอให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดทำโครงการก่อสร้าง/ปรับปรุงถนนที่มีส่วนผสมของยางพารา หรือสิ่งก่อสร้างอื่นๆ ที่ใช้ยางพาราเป็นลำดับแรก อย่างน้อย 1 โครงการ เพื่อให้การแก้ไขปัญหาราคายางพาราตกต่ำเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล ในการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกยางรายย่อย

นายสุทธิพงษ์ กล่าวต่อผู้เข้าร่วมประชุมว่า ในชีวิตการทำงานของข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่น มี 2 เรื่อง ที่ต้องทำตามอำนาจหน้าที่ให้สำเร็จให้ได้ คือ 1.นโยบายของรัฐบาล และนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งท่านขอให้พวกเราช่วยกันผลักดันขับเคลื่อนวาระแห่งชาติเรื่องขยะเพียงเรื่องเดียวให้สำเร็จเป็นรูปธรรมให้ได้ ที่สำคัญสุดคือ การขับเคลื่อนที่ต้นทาง โดยการสร้างจิตสำนึกให้เกิดขึ้น ในด้านการลด ละ เลิกผลิตขยะ และการบริหารจัดการขยะตั้งแต่ที่ครัวเรือน และเรื่องการจัดการขยะที่ปลายทาง คือ ความชัดเจนเรื่อง Cluster หรือกลุ่มขยะ จะต้องดำรงที่ตั้งของ Cluster ขยะให้แน่นอน และพยายามดูแลตามอำนาจหน้าที่

โดยให้ภาคเอกชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการขยะได้โดยสะดวก โปร่งใส ไม่ใช่ใช้ขยะเป็นเครื่องต่อรองจนเกิดปัญหาเรื้อรังรุนแรง ต้องพูดคุยกับนายกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้ชัดเจน ว่าปัญหาของเราคือขยะล้นเมือง จุดมุ่งหมายสำคัญสุดคือ ทำลายขยะหรือบริหารจัดการขยะให้หมดไปเป็นสำคัญ

รวมถึงแผนปฏิบัติการ “ประเทศไทย ไร้ขยะ” ตามแนวทาง “ประชารัฐ” ที่มุ่งหวังให้การจัดการขยะมูลฝอยเกิดผลเป็นรูปธรรม โดยมีกรอบการดำเนินงานภายใต้แผนปฏิบัติการฯ จำนวน 3 ระยะ ได้แก่ ระยะต้นทาง คือ การลดปริมาณขยะและส่งเสริมการคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง ระยะกลางทาง คือการจัดทำระบบเก็บและขนอย่างมีประสิทธิภาพ และระยะปลายทาง คือ ขยะมูลฝอยได้รับการกำจัดอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ โดยใช้หลักการ 3Rs หรือ 3ช : ใช้น้อย (Reduce) ใช้ซ้ำ (Reuse) และนำกลับมาใช้ใหม่ (Recycle) และได้ขอให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จัดหาภาชนะรองรับมูลฝอยที่เป็นพิษหรืออันตรายจากชุมชนและกำหนดสถานที่จัดตั้ง “จุดรวมขยะอันตรายจากชุมชน” ในหมู่บ้าน / ชุมชนทุกแห่ง อย่างน้อยแห่งละ 1 จุด ให้ครบทุกแห่งภายในวันที่ 1 มกราคม 2561 เพื่อมอบเป็นของขวัญปีใหม่ให้แก่ประชาชน

พร้อมทั้งรณรงค์สร้างการรับรู้ความเข้าใจในการคัดแยกขยะ เพื่อสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีคืนสู่หมู่บ้านและชุมชนให้มีความน่าอยู่ และกรมฯ หวังให้ทุกองค์กรปกครองท้องถิ่นได้มีอาสาสมัครท้องถิ่นรักษ์โลก (อถล.) เพื่อร่วมกันทำความดีทดแทนแผ่นดิน ส่งเสริมการจัดการสิ่งปฏิกูลและมูลฝอย เปิดโอกาสให้ประชาชนที่มีความสนใจ พร้อมที่จะอุทิศตนในการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่นของตน มาร่วมเป็นหนึ่งในอาสาสมัครท้องถิ่นรักษ์โลก (อถล.) นี้

ซึ่งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้เริ่มดำเนินการเปิดรับสมัครอาสาสมัครท้องถิ่นรักษ์โลก (อถล.) แล้ว โดยผู้ที่สมัครต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 7 ปีบริบูรณ์ และมีภูมิลำเนาอยู่ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น ส่วนเรื่องของระเบียบกฎหมายนั้น ขณะนี้ทางกรมฯได้ทำการเสนอร่าง “ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยอาสาสมัครท้องถิ่นรักษ์โลก พ.ศ. ….” เข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาร่างกฎหมายของกระทรวงมหาดไทยแล้ว

อธิบดีสถ. กล่าวว่า สำหรับด้านที่ 2 ในชีวิตการทำงานต้องมีคือ ด้านที่ใจสั่งมาให้เราทุ่มเททำงานตามอำนาจหน้าที่ของเรา ในการสร้างความเข้มแข็งให้พี่น้องประชาชนในท้องถิ่นในทุกเรื่อง เพราะทุกกระทรวง ทบวง กรม หวังพึ่งท้องถิ่นให้ช่วยขับเคลื่อน จึงได้กล่าวว่าท้องถิ่นเรา คือคณะรัฐมนตรีที่ต้องช่วยกันขับเคลื่อนงานเรื่องใหญ่ คือท่านท้องถิ่นจังหวัดต้องไปปรับทัศนคติของทีมงานและท่านนายกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้มีจิตใจที่ต้องการขับเคลื่อนงาน ในเรื่องการสร้างความเข้มแข็งให้คนของท้องถิ่น หรือทำให้เศรษฐกิจของคนในท้องถิ่นดีขึ้นนั้น

“ก็ขอฝากให้ท่านท้องถิ่นจังหวัดไปสำรวจตรวจสอบความเหมาะสมของคนในท้องถิ่นในแต่ละจังหวัดอย่างน้อยจังหวัดละ 1 ท้องถิ่น เพื่อสนับสนุน ต่อยอดศักยภาพของคนในชุมชนให้มีรายได้เพิ่มมากขึ้น เช่น ที่บ้านโพน กาฬสินธุ์ พี่น้องภูไทย มีความขยัน มีอัตลักษณ์ มีความโดดเด่นเรื่องทอผ้าแพรวา ปลูกพุทรา ซึ่งท้องถิ่นต้องช่วยต่อยอดในการรวมกลุ่มเรื่องการท่องเที่ยว เรื่องการตลาดที่ทำให้พวกเขามีรายได้เพิ่ม และขอให้น้ำหนักกับท้องถิ่นที่จะสนับสนุนให้เกิดการท่องเที่ยวในลักษณะการเป็นเมืองท่องเที่ยวรองหรือที่ท่องเที่ยวทางเลือกใหม่ในทุกจังหวัดด้วย รวมถึงการดำเนินโครงการตลาดประชารัฐ ท้องถิ่นสุขใจ ที่มีผู้เข้ามาลงทะเบียนร่วมหกหมื่นราย ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ในการเปิดโอกาสให้ผู้ค้ารายใหม่ได้มีโอกาสและช่องทางค้าขาย สร้างรายได้เพิ่มให้แก่ครอบครัว ซึ่งกรมฯ กำลังหาช่องทางการขายสินค้าเพิ่มในลักษณะออนไลน์ เพื่อเป็นช่องทางในการรวบรวมสินค้าของดีประจำถิ่นในพื้นที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อาหาร ที่พักท้องถิ่น” นายสุทธิพงษ์ กล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน