กรมอุทยานฯ ลุยตรวจสอบช้างสีดอบุญมี หลังรับแจ้งถูกล่ามโซ่อยู่ในสวนสัตว์ ชี้ไม่เข้าข่ายทารุณสัตว์ แต่ให้ปรับปรุงสวัสดิภาพสัตว์ ลดการตรึงโซ่ ให้อาหารเพิ่ม พร้อมสั่งปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาท
19 ก.ค. 65 – นายนฤพนธ์ ทิพย์มณฑา ผอ.สำนักป้องกัน ปราบปราม และควบคุมไฟป่า กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เปิดเผยว่า ได้รับแจ้งว่ามีการโพสต์ข้อความและรูปภาพช้างสีดอบุญมี ผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัวรายหนึ่ง
ซึ่งมีแผลที่เกิดจากโซ่ล่ามขาได้รับบาดเจ็บ และช้างที่เลี้ยงไว้ 4 ตัวมีลักษณะผอม ซึ่งถูกเลี้ยงไว้ที่ฟาร์มจระเข้และสวนสัตว์สมุทรปราการ ต.บ้านท้าย อ.เมือง จ.สมุทรปราการ ว่าจะเข้าข่ายเป็นการทารุณกรรมสัตว์ หรือมีการเลี้ยงดูที่ผิดระเบียบกฎหมาย หรือไม่นั้น

จึงได้สั่งการให้ชุดปฏิบัติการปราบปรามการกระทำผิดความผิดด้านสัตว์ป่าและพืชป่า (เหยี่ยวดง) ร่วมกับเจ้าหน้าที่ส่วนอนุรักษ์สัตว์ป่า สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 2 (ศรีราชา) เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการพิเศษ (พญาไท) กรมปศุสัตว์ และสำนักงานปศุสัตว์ จ.สมุทรปราการ เข้าตรวจสอบ
นายนฤพนธ์ กล่าวว่า พบช้างทั้งหมด 4 เชือก ทั้งหมดมีลักษณะผอมกว่ามาตรฐาน และสภาพพื้นที่อยู่อาศัยของช้างไม่มีการทำความสะอาดสิ่งปฏิกูลพื้นที่คอกอย่างสม่ำเสมอ จากการสอบถามผู้เลี้ยงช้างแจ้งว่าได้มีการให้อาหารเป็นประจำ ได้แก่ หญ้า กล้วย และกากสับปะรด วันละ 2 รอบ
ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้แนะนำให้งดการให้กากสับปะรดเนื่องจากจะทำให้ช้างท้องอืด แต่ควรให้หญ้าสดในน้ำหนักที่เหมาะสมกับน้ำหนักตัว และควรให้อาหารเสริมเพิ่มเติม ส่วนการที่มีผู้โพสต์ข้อความลงโซเชียลว่า ช้างเกิดการบาดเจ็บที่ขา จากโซ่ที่ตรึงที่ขาช้างนั้น ได้มีการสลับขาของช้างแล้ว และได้มีการรักษาจากสัตวแพทย์ และช้างไม่ได้มีอาการของความเครียดให้เห็นเด่นชัดด้วยนั้น
จึงไม่เป็นการเข้าข่ายการทารุณกรรมสัตว์ แต่ได้กำชับกับผู้เลี้ยงว่าควรลดการใส่โซ่ตรึงไว้ที่ขาเป็นเวลานาน เพื่อลดอาการบาดเจ็บและไม่เป็นการเพิ่มความเครียดให้กับตัวสัตว์ต่อไป

นายนฤพนธ์ กล่าวอีก อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่ได้ร่วมกันพิจารณาแล้วมีความเห็นว่า การเลี้ยงดูช้างทั้ง 4 เชือก ดังกล่าว มีความผิดด้านการจัดการสวัสดิภาพสัตว์ไม่เหมาะสมตามมาตรา 22
ซึ่งเจ้าของสัตว์ต้องดำเนินการจัดสวัสดิภาพสัตว์ ให้แก่สัตว์ของตนให้เหมาะสม ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด ตาม พ.ร.บ.ป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ.2557 มีโทษปรับไม่เกิน 40,000 บาท
ทั้งนี้เจ้าของจะต้องไปเสียค่าปรับที่สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดสมุทรปราการ ภายในระยะเวลา 15 วัน และให้ดำเนินการจัดการสวัสดิภาพสัตว์อย่างเคร่งครัด หากไม่ดำเนินการให้แล้วเสร็จในระยะเวลาที่กำหนด จะมีการดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายต่อไป