‘วราวุธ’ แนะเอกชน สร้างรายได้จากคาร์บอนเครดิต ชี้เป็นการลงทุนระยะยาวที่คุ้มค่า สร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ เปลี่ยนผ่านระบบเศรษฐกิจสีเขียว เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
24 ส.ค. 65 – นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์โลกร้อนที่นานาประเทศ รวมถึงประเทศไทย ได้เข้าร่วมข้อตกลงปารีส (Paris Agreement) เพื่อควบคุมการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลก
และเพื่อให้แต่ละประเทศ สามารถเปลี่ยนผ่านโครงสร้างเศรษฐกิจที่มีอยู่เดิม ให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น จึงได้มีการคิดค้นระบบ “คาร์บอนเครดิต” ขึ้นมาเป็นกลไกทางเศรษฐกิจ ที่จะช่วยให้สามารถเปลี่ยนผ่านระบบเศรษฐกิจให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ควบคู่ไปกับการลงทุนที่ก่อให้เกิดการเติบโตอย่างยั่งยืนไปพร้อมๆ กัน
นายวราวุธ กล่าวว่า โดยเริ่มต้นอย่างเป็นรูปธรรม ที่สหภาพยุโรป ( EU ) ที่ออกมาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) ซึ่งจะบังคับให้ภาคอุตสาหกรรม ที่ต้องการส่งสินค้าต่างๆ ไปยังประเทศในกลุ่มอียูต้องควบคุมปริมาณคาร์บอนฟุตปรินท์ในสินค้าของตนให้ได้ตามมาตรฐาน มิเช่นนั้นก็เสี่ยงที่จะโดนกำแพงภาษี หรือค่าปรับที่มีราคาสูง
กล่าวคือ มาตรการนี้ จะมีการกำหนดค่ามาตรฐานของคาร์บอนฟุตปรินท์ จากการผลิตสินค้าแต่ละประเภท หากบริษัทใด ไม่สามารถควบคุมได้ตามมาตรฐาน หรือผลิตคาร์บอนเกินมาตรฐาน ก็จะต้องซื้อ คาร์บอนเครดิต มาชดเชยฟุตปรินท์ส่วนเกินที่ตัวเองสร้างไว้นั่นเอง
“มองในมุมนี้ อาจเหมือนเป็นภาระด้านต้นทุนที่เพิ่มขึ้นมาในฝั่งผู้ผลิต แต่ในมุมกลับกัน มาตรการควบคุมคาร์บอนฟุตปรินท์ และระบบซื้อขาย คาร์บอนเครดิต ก็สามารถเป็นโอกาสสร้างรายได้ให้ธุรกิจเอกชนด้วย อย่างเช่น กรณีของ Tesla ผู้นำเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าของโลก ที่มีโมเดลธุรกิจเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ก็สามารถทำรายได้ จากการนำคาร์บอนเครดิตไปขายในตลาด ได้ถึง 3,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ”
รมว.ทส. ระบุว่า ดังนั้น การลงทุนในเทคโนโลยี เพื่อพัฒนาธุรกิจ และกระบวนการผลิตให้แก่องค์กรเอกชน จึงเป็นการลงทุนระยะยาวที่คุ้มค่า สร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ เพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบเศรษฐกิจสีเขียว เปลี่ยนโลกทั้งใบให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ต่อสู้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ (Climate change) อย่างยั่งยืน