กรมอุทยานฯ ลุยตรวจต้นช้าม่วง อุทยานฯน้ำตกโยง หลังนนท.ป่วย พบเชื้อจากมูลค้างคาวเข้าปอด พร้อมกันพื้นที่ห้ามเข้า เร่งประชาสัมพันธ์ แจกคู่มือการอยู่ร่วมกันกับค้างคาวอย่างปลอดภัย

5 ต.ค. 65 – กรณี นพ.มนูญ ลีเชวงวงศ์ แพทย์เฉพาะทางด้านโรคระบบการหายใจ โรงพยาบาลวิชัยยุทธ โพสต์ข้อความระบุว่า มีกลุ่มนักท่องเที่ยวเดินเข้าไปในโพรงต้นช้าม่วง เพื่อชมค้างคาวในเวลาเพียง 2-15 นาที

โดยได้หายใจสปอร์ของเชื้อราฮิสโตพลาสมา แคปซูลาตุม (Histoplasma capsulatum) ที่ลอยขึ้นมาในอากาศจากมูลค้างคาวที่ตกลงบนพื้นดินเข้าไปในปอด ทำให้ป่วยเป็นโรคฮิสโตพลาสโมซิส (Histoplasmosis) นั้น

นายรัชฎา สุริยกุล ณ อยุธยา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า จากการตรวจสอบพบว่าต้นช้าม่วงที่คนเข้าไปสำรวจในโพรง อยู่ในพื้นที่ความรับผิดชอบของหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติ ที่ ตย.1 (น้ำตกคลองจัง) อุทยานแห่งชาติน้ำตกโยง อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช

หลังทราบเรื่อง ได้สั่งการให้ น.สพ.ภัทรพล มณีอ่อน นายสัตวแพทย์ชำนาญการพิเศษ หัวหน้ากลุ่มงานจัดการสุขภาพสัตว์ป่า และทีมคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย เข้าพื้นที่เพื่อเก็บตัวอย่างมูลค้างคาว ดิน และสารคัดหลั่ง บริเวณผนังโพรงต้นช้าม่วง เข้าห้องปฏิบัติการของศูนย์วินิจฉัยและชันสูตรโรคสัตว์ คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย เพื่อพิสูจน์หาเชื้อไวรัส เชื้อแบคทีเรีย และเชื้อโรคอื่นๆ ต่อไป

นายรัชฎา กล่าวอีกว่า สำหรับมาตรการแก้ไขปัญหาเบื้องต้น ได้ติดป้ายเตือนห้ามเข้าในพื้นที่ จัดทำแนวกั้นชั่วคราว พร้อม สั่งการให้เจ้าหน้าที่ประจำหน่วยพิทักษ์ฯ ที่ ตย.1 (น้ำตกคลองจัง) เฝ้าระวังอย่างเคร่งครัด และห้ามนักท่องเที่ยวและราษฎรเข้าพื้นที่ดังกล่าว และจะจัดทำรั้วกั้นถาวรล้อมรอบต้นช้าม่วง ซึ่งจะเป็นการอนุรักษ์ต้นช้าม่วง ที่ถือว่าเป็นพันธุ์พืชป่าหายาก รวมทั้งเพื่อป้องกันการเข้าไปในโพรงที่อาศัยของค้างคาวแวมไพร์แปลงเล็กด้วย

น.สพ.ภัทรพล กล่าวว่า จากการสำรวจต้นไม้ พบว่าเป็นช้าม่วง ขนาดใหญ่ อายุกว่าร้อยปี ด้านนอกมีโพรงขนาดคนเข้าไปได้ ข้างในเป็นเป็นโพรงขนาดใหญ่ คนเข้าไปได้ประมาณ 7 คน และมีค้างคาวอาศัยอยู่ เช่น ค้างคาวแวมไพร์แปลงเล็ก

โดยสภาพแวดล้อมในโพรงต้นไม้ เหมาะแก่การอาศัยของค้างคาว และการเจริญเติบโตของเชื้อโรค โดยเฉพาะเชื้อราชนิดต่างๆ ซึ่งอุณหภูมิ ความชื้น มีช่องทางเข้าออกทางเดียว ลมไม่พัดผ่าน โอกาสที่จะพบความเข้าข้นของเชื้อราในอากาศจะสูงกว่าพื้นที่อื่นๆ เหมาะสมเป็นอย่างมากกับการเจริญเติบโตของเชื้อ

น.สพ.ภัทรพล กล่าวอีกว่า เมื่อคนเข้าไป ในช่วงกลางวัน ซึ่งค้างคาวกำลังนอนพักนั้น การส่งเสียงดัง การถ่ายภาพ แสงแฟลช การส่องไฟ จะทำให้ค้างคาวตกใจ เครียด อึ ฉี่ และส่งเสียงร้อง ทำให้เชื้อโรคต่างๆ ฟุ้งกระจายในโพรงได้ หากคนเข้าไป แล้วไม่ใส่หน้ากาก ก็อาจสูดเอาเชื้อโรคดังกล่าวเข้าไปได้ หรือถึงแม้ว่าใส่ ก็อาจทำให้ร่างกายปนเปื้อนจากสารคัดหลั่งจากค้างคาว อาจเกิดโรคขึ้นมาได้

เบื้องต้นได้เก็บตัวอย่างสารคัดหลั่ง มูลค้างคาวและดินภายในโพรงต้นไม้ และสวอปผนังโพรงต้นไม้ดังกล่าว เพื่อตรวจหาเชื้อโรคต่างๆ ทางห้องปฎิบัติการ และวางแผนที่จะทำการสำรวจและเฝ้าระวังโรคเชิงรุกในพื้นที่ และได้ตีแนวเส้นล้อมจำกัดพื้นที่รัศมี 10 เมตร เพื่อป้องกันคนเข้าใกล้ต้นไม้หรือเข้าไปในโพรงต้นไม้ที่มีค้างคาวอาศัยอยู่

เตรียมกำหนดเป็นพื้นที่พิเศษในการให้ความรู้ และป้องกันไม่ให้ค้างคาว เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมหรือเคลื่อนย้ายถิ่น โดยกรมอุทยานฯ ได้จัดทำคู่มือความรู้ “การอยู่ร่วมกันกับค้างคาวอย่างปลอดภัย” แจกจ่ายให้กับประชาชน เพื่อตื่นรู้ และระมัดระวังในการดำเนินชีวิต

นอกจากนี้ ทางทีมคณะทำงาน กรมอุทยานฯ คณะสัตวแพทยศาสตร์ มทร.ศรีวิชัย โรงพยาบาลทุ่งสง และหน่วยงานสาธารณสุขเขต และจังหวัดนครศรีธรรมราช หน่วยงานปกครองท้องถิ่นต่างๆ ร่วมบูรณาการ ภายใต้กรอบ “สุขภาพหนึ่งเดียว” เข้าพูดคุย และแนะนำแนวทางปฎิบัติให้แก่ชาวบ้านบริเวณพื้นที่ ถึงข้อควรระวัง

หากเคยเข้าไปในโพรงต้นไม้ต้นนี้ โดยไม่ใส่หน้ากากอนามัย ควรไปพบแพทย์ เพื่อเอ็กซเรย์ปอด และแจ้งให้แพทย์ทราบด้วยว่า มีประวัติการคนที่อายุน้อยสุขภาพแข็งแรง ถึงติดเชื้อรา ส่วนใหญ่ไม่แสดงอาการ หายเองได้ ไม่ต้องรักษา คนที่อายุมากมีโรคประจำตัว ต้องรักษาด้วยยาฆ่าเชื้อรา

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน