ตำรวจแจง ไม่หลักฐานเรียกรับเงิน สาวไต้หวัน แจงกรณีบุหรี่ไฟฟ้า ใช้กฎหมายศุลกากร รับกระทบภาพลักษณ์องค์กรเสียหาย ย้ำไม่ได้ปกป้องทำลายหลักฐาน

วันที่ 29 ม.ค.2566 พล.ต.ต.จิรสันต์ แก้วแสงเอก รอง ผบช.น. กล่าวถึงความคืบหน้าคดีสาวไต้หวันอ้างโดนตำรวจตั้งด่านรีดทรัพย์เบื้องต้นไม่พบหลักฐานเรียกรับเงินตามที่ถูกกล่าวอ้าง ส่วนกรณีค้นบุหรี่ไฟฟ้านั้น สามารถดำเนินคดีได้ตามพ.ร.บ.ศุลกากร

ขณะนี้ตำรวจสอบปากคำพยาน ไปแล้ว กว่า 10 คน แบ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ประจำด่านตรวจ 6-7 คน ,คนขับแกร็บคาร์ ,คนขับรถแท็กซี่ และพยานจากสถานบันเทิงที่นักท่องเที่ยวสาวไปใช้บริการอีกจำนวนหนึ่ง เบื้องต้นยังไม่พบหลักฐานว่ามีการเรียกรับเงินตามถูกกล่าวอ้าง

ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบวัตถุพยาน ทั้งกล้องวงจรปิดตามจุดต่างๆ กล้องหน้ารถของคนขับแกร็บ และกล้องคอมแบทคาเมร่า ที่ติดตัวของตำรวจ ทั้งหมดถูกส่งให้กองพิสูจน์หลักฐานแล้ว เบื้องต้นยืนยันแล้วว่า กล้องหน้ารถของคนขับแกร็บ ไม่สามารถกู้ไฟล์ภาพวิดีโอได้ถึงวันที่เกิดเหตุ เนื่องจากระยะเวลาผ่านเลยมานานกว่า 20 วัน

แต่ในส่วนอื่นๆขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบเพิ่มเติม โดยผู้บังคับการตำรวจนครบาล1 สั่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง กับตำรวจที่ปฎิบัติหน้าที่ในวันดังกล่าว และการตรวจค้นพบบุหรี่ไฟฟ้าผิดกฎหมาย ซึ่งสามารถดำเนินคดีได้ตามพ.ร.บ.ศุลกากร ยืนยันว่าไม่มีใครยื่นบุหรี่ไฟฟ้าให้สาวชาวไต้หวันตามที่กล่าวอ้าง

ในส่วนของเพื่อนชาย ทั้ง 3 คน ที่เดินทางมาด้วยกันในวันเกิดเหตุ ขณะนี้พบว่าทั้ง 3 คน เดินทางออกนอกประเทศไปแล้ว ตั้งแต่วันที่ 5 และ วันที่ 9 ม.ค. โดยเดินทางตามสาวชาวไต้หวันคนดังกล่าว ซึ่งปลายทางไม่ใช่ที่เดียวกัน ขั้นตอนหลังจากนี้ จะให้กองบังคับการต่างประเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ประสานไปยังกระทรวงต่างประเทศ เพื่อประสานไปยัง สำนักงานเศรษฐกิจและการไต้หวัน เพื่อให้ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจไต้หวัน เข้าไปสอบปากคำหญิงสาวคนดังกล่าว

ทั้งนี้หากตำรวจไต้หวัน ต้องการให้ตำรวจไทยร่วมสอบปากคำด้วย ก็พร้อมจะส่งเจ้าหน้าที่ไปสอบทันที โดยยืนยันว่า ไต้หวันไม่มีอินเตอร์โพล หรือเครือข่ายตำรวจสากลแต่อย่างใด

เรื่องที่เกิดขึ้นนี้ ยอมรับว่าส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติและกระทบถึงความเชื่อมั่นการท่องเที่ยวในประเทศไทย จึงต้องการให้สาวชาวไต้หวัน รวมถึงพยานเข้ามาชี้แจงข้อเท็จจริงกับตำรวจเพื่อให้กระจ่างมากขึ้น และขอให้สังคมออนไลน์ติดตามข้อมูลต่างๆที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเท่านั้น

ยืนยันว่าไม่ได้ปกป้องหรือทำลายพยานหลักฐานต่างๆเพื่อช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดดังกล่าว ทั้งนี้หากพบว่ามีการรีดทรัพย์สาวชาวไต้หวันจริงก็จะดำเนินการโดยไม่ละเว้นทางวินัยและอาญา

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน