หนุ่มผวาหนัก! 10 ชายฉกรรจ์บุกบ้าน บังคับเซ็นรับหนี้กว่า 8 แสน ทั้งที่ไม่เคยรู้จัก ทำชีวิตเปลี่ยน ไม่กล้าเปิดร้านขายของ สงสัยต้นตอจากหญิงที่นครปฐม
วันที่ 30 ม.ค.66 ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งว่าได้มีเจ้าของร้านกาแฟแห่งหนึ่งใน ต.สระกรวด อ.ศรีเทพ จ.เพชรบูรณ์ ถูกกลุ่มชายนิรนามกว่า 10 คน บุกเข้าไปในร้าน พร้อมทั้งทำร้ายร่างกายและบังคับให้เซ็นชื่อในเอกสารเปล่า โดยกลุ่มดังกล่าวอ้างว่าเป็นหนี้กว่า 8 แสนบาท ต่อมาเจ้าของร้านกาแฟดังกล่าวได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ศรีเทพ
จากนั้นผู้สื่อข่าวจึงเดินทางไปตรวจสอบพบ นายทัศนัย พันธุ์น้อย อายุ 39 ปี ซึ่งเปิดเป็นร้านกาแฟ เปิดเผยว่า เวลาประมาณ 11.00 น.วันที่ 24 ม.ค.ที่ผ่านมา ได้มีรถยนต์ประมาณ 4-5 คันมาจอดที่หน้าร้าน จากนั้นชายฉกรรจน์กว่า 10 คน โดยหนึ่งในนั้นแต่งกายคล้ายทหารยศสูงโดยบอกว่าเป็นเจ้าขององค์กรการกุศลแห่งหนึ่ง พร้อมทั้งบังคับให้ตนเข้าไปในร้านแล้วแจ้งว่าเดินทางมาจาก จ.นครปฐม และได้บังคับให้ตนเซ็นเอกสารเปล่ารับหนี้กว่า 8 แสนบาท
ขณะนั้นตนหวาดกลัวเป็นอย่างมาก เพราะแต่ละคนล้วนมีท่าทางไม่น่าไว้วางใจ พร้อมทั้งขู่จะทำร้าย ตนจึงยอมเซ็นชื่อ จากนั้นกลุ่มคนร้ายได้แจ้งว่าให้ชำระหนี้โดยเร็ว ไม่เช่นนั้นจะกลับมาอีก และหลังจากกลุ่มดังกล่าวกลับไปแล้ว ตนจึงไปแจ้งความ
ต่อมาได้มีผู้ใช้ tiktok รายหนึ่งโพสต์คลิปวิดีโอในวันที่ตนถูกกลุ่มคนร้ายบุกเข้าไปในบ้าน ซึ่งก็คาดว่าคลิปดังกล่าวมาจากหนึ่งในกลุ่มคนร้ายอย่างแน่นอน ตนจึงเซฟไว้และนำมาโพสต์ต่ออีกครั้ง วันนี้ตนอยู่ด้วยความหวาดผวา ไม่กล้าเปิดร้าน เพราะเกรงว่าชายกลุ่มดังกล่าวจะกลับมาทำร้ายอีก
นายทัศนัย บอกอีกว่า หลังจากวันเกิดเหตุชีวิตเปลี่ยนไปมาก ต้องคอยระแวดระวังเกรงว่ากลุ่มคนดังกล่าวจะกลับมาทำร้าย จนไม่สามารถประกอบอาชีพได้ตามปกติ รายได้ก็หายไป ที่สำคัญเป็นห่วงพ่อและแม่ที่อายุมากแล้ว เกรงจะถูกทำร้ายไปด้วย ทำให้เกิดความเครียดจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ อยากวอนขอหน่วยงานมาให้ความช่วยเหลือ ให้ตนสามารถดำเนินชีวิตได้ตามปกติ และขอความปลอดภัยของคืนมา
นายทัศนัย กล่าวต่ออีกว่า ตนก็ไม่รู้ว่ากลุ่มดังกล่าวเป็นทหารจริงหรือไม่ และไม่รู้จักกับใครเลยในกลุ่มนี้ ซึ่งตนก็ไม่รู้ว่าตนไปเป็นหนี้พวกเขาเหล่านั้นตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่ทั้งนี้เมื่อไม่นานมานี้ตนได้รู้จักกับหญิงชาวนครปฐมคนหนึ่งและได้ร่วมลงทุนเพื่อที่จะปรับปรุงร้านกาแฟ แต่ต่อมาความคิดเห็นไม่ตรงกันจึงได้เลิกการลงทุนไป ซึ่งตนก็ไม่แน่ใจว่าจะเป็นหญิงสาวคนดังกล่าวส่งกลุ่มบุคคลเหล่านี้มาทวงเงินที่ลงทุนไปหรือไม่