จากกรณีคดีหวยอลเวง รางวัล 30 ล้านบาท ที่ตำรวจกำลังตรวจสอบและพิสูจน์ความเป็นเจ้าของที่แท้จริงระหว่าง ร.ต.ท.จรูญ วิมูล อดีตข้าราชการตำรวจ และนายปรีชา ใคร่ครวญ ครูโรงเรียนเทพมงคลรังสี จ.กาญจนบุรี ซึ่งก่อนหน้านี้ตำรวจ บช.ภ. 7 ได้สอบสวนก่อนออกมาระบุว่า นายปรีชาน่าจะเป็นเจ้าของที่แท้จริง และยังเตรียมดำเนินคดีกับร.ต.ท.จรูญอีกด้วย สุดท้ายผบ.ตร.มีคำสั่งโอนคดีมาให้กองปราบปราม เข้าไปดำเนินการ ล่าสุดทางตำรวจกองปราบปราม พบหลักฐานต่างๆ มากมาย รวมทั้งยังนำนายปรีชาไปจำลองเหตุการณ์ที่ตลาดเรดซิตี้ อ.เมืองกาญจนบุรี เพื่อเปรียบเทียบกับคำให้การเดิม ล่าสุดผบช.ก.เผยครูปรีชาขอพบตร.กองปราบฯจริงส่วนจะรับสารภาพหรือไม่รับนั้นจะรู้เอง ตามที่เป็นข่าวไปแล้วนั้น
เมื่อวันที่ 11 ก.พ. นายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือทนายตั้ม เลขาธิการมูลนิธิทีมงานทนายประชาชน เพื่อเยาวชน และสังคม ทนายฝ่าย ร.ต.ท.จรูญ โพสต์ข้อความบนเพจเฟซบุ๊ก “ษิทรา เบี้ยบังเกิด เลขาธิการมูลนิธิทีมงานทนายประชาชนฯ” ระบุว่า “ยังมีผู้รู้หลายท่านครับ ที่ออกความเห็นเรื่องคดีอยากรวยทางลัดจากหวยคุณลุง ที่มีทั้งบอกว่าเมื่อตำรวจกล่าวหาแล้วคุณลุงก็ต้องไปหาทางแก้ตัวเอาเอง มีทั้งบอกว่าคุณลุงต้องไปหาคนขายให้ได้ ต้องบอกให้ได้ว่าไปซื้อจากใครมา ไม่งั้นตายแน่ๆ หลักฐานอ่อนเห็นๆ
ผมขอยืนยันด้วยหลักกฎหมายอีกครั้งว่า หน้าที่พิสูจน์ความผิดในคดีอาญาอยู่ที่ผู้กล่าวหาครับ แต่หากมีกฎหมายใหม่ที่เพิ่งบัญญัติขึ้นมาในช่วงที่ผมอยู่ต่างประเทศและผมตามไม่ทัน ก็ช่วยกรุณาชี้แนะผมด้วยครับ ผมในฐานะนักกฎหมายรุ่นหลังยินดีน้อมรับฟังครับ บางท่านวิเคราะห์ว่าผมเป็นทนายโง่ เผยไต๋ความลับของลูกความให้ฝ่ายตรงข้ามรู้ ไม่มีคนฉลาดที่ไหนทำกันหรอก ผมขอขอบคุณมากครับที่ชี้แนะ
ผมเองไม่ใช่นักวิเคราะห์ครับ แต่ผมก็วิเคราะห์ด้วยความเชื่อของตัวเองโดยที่มั่นใจว่ามนุษย์ที่มีมันสมองคงจะคิดเหมือนๆผมว่า ครูเอาหวยใส่กระเป๋าเสื้อยังไงให้คนเห็นหมายเลขได้ เมื่ออ้างว่ามีคนเห็นหมายเลขก็แสดงว่าชุดนั้นต้องอยู่หน้าสุด หากก้มตัวลง หวยชุดนั้นก็ถูกทับอยู่ด้านล่าง แล้วท่านนักวิเคราะห์ลองใช้สมองอันชาญฉลาดตอบด้วยว่ามันจะหล่นได้อย่างไร และหล่นแค่ชุดเดียว ฝากให้ท่านไปลองทำเป็นการบ้านด้วยครับ เมื่อพิสูจน์ได้ว่ามันหล่นได้จริงก็กรุณามาแสดงออกรายการทีวีให้เป็นที่ประจักษ์ด้วยครับ ผมและประชาชนจะคอยดูครับ นี่ผมยังไม่อยากจะวิเคราะห์ไปถึงคนเก็บหวยได้แล้วตะโกนออกมา
ไม่อยากจะวิเคราะห์ว่าเมื่อคุณลุงตะโกนกลางตลาดนัดแล้วมีคนเห็นแค่คนเดียว หันมามองคนเดียวเพราะความหมั่นไส้ คุณครูกับพวกก็พยายามอธิบายเหลือเกินว่า ต้องแยกกันระหว่างความเชื่อกับความจริง ผู้รู้บอกว่าต้องเอาความจริง ไม่ควรเอาความเชื่อจากกระแสหรือการท้าไปสาบาน แต่ผมเองมองว่าสิ่งที่ผมกล่าวมาข้างต้นทั้งหมดนั้นคือความจริงครับ ไม่ใช่ความเชื่อ ฝ่ายปั้นพยานต่างหากครับ ที่คิดว่าเมื่อปั้นพยานมาแล้วคิดว่าคนคงจะเชื่อ แต่ผลลัพธ์ที่ออกมาก็อย่างที่เห็นๆกันอยู่ ใครจะเชื่อครับในเมื่อมันไม่เนียนเลย