จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก ซึ่งจะมีผลต่อการบริหารจัดการน้ำของกรมชลประทาน ทางกรมจึงได้ร่วมมือกับสำนักงานโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (United Nations Development Programme: UNDP) และสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(สผ.)

ที่ได้รับการสนับสนุนเงินช่วยเหลือแบบให้เปล่าจากกองทุนภูมิอากาศสีเขียว (Green Climate Fund: GCF) ทำโครงการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในประเทศไทย เป้าหมายเพื่อยกระดับการรับมือสถานการณ์และลดผลกระทบด้านการดำรงชีพของประชาชน นำไปสู่การพัฒนาที่อย่างยั่งยืน

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมได้ร่วมมือกับ UNDP ดำเนินโครงการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในประเทศไทย ด้วยการบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพและการเกษตรแบบยั่งยืน (Enhancing Climate Resilience in Thailand through Effective Water Management and Sustainable Agriculture) โครงการๆ 4 ปี ( 2566 -70) โดยคณะกรรมการของ UNDP ได้เลือกพื้นที่โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษายมน่าน เป็นพื้นที่นำร่อง

เมื่อโครงการแล้วเสร็จจะเป็นชุดความร่วมมือระหว่างประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถรับมือความแปรปรวนของสภาพอากาศและลดผลกระทบในการทำการเกษตรและการดำรงชีวิต และคาดว่าเกษตรกรจะมีความเข้าใจในข้อมูลด้านน้ำ สามารถวิเคราะห์และวางแผนการเพาะปลูกได้เหมาะสม นำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน และชุดการศึกษานี้ไปปรับใช้ให้เหมาะสมกันกับพื้นที่อื่นๆต่อไป

สำหรับ เหตุผลที่เลือกพื้นที่โครงการชลประทานลุ่มน้ำยมน่าน ซึ่งมีพื้นที่ 7 อำเภอ ใน 3 จังหวัด (จังหวัดพิษณุโลก สุโขทัย อุตรดิตถ์) พื้นที่รับประโยชน์กว่า 125,000 ไร่ นั้น เนื่องจากกรมชลฯและUNDP เห็นว่า เป็นพื้นที่วิกฤติ เป็นพื้นที่ที่เกิดภัยทั้งท่วมและแล้งเกือบทุกปี เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของประชาชนที่มีความเสี่ยงต่ออุทกภัย และเป็นพื้นที่ที่มีต้นทุนในการปรับตัว

โดยก่อนหน้านี้กรมชลฯได้มีร่วมกับเกษตรกรปรับปฏิทินการเพาะปลูก เช่นทุ่งบางระกำ จากเดิมเริ่มปลูกข้าวเดือนพ.ค. ให้ขยับขึ้นมาปลูก เม.ย. เพื่อให้เกี่ยวข้าวก่อนเดือน ส.ค. ทั้งนี้เพื่อเลี่ยงฤดูน้ำหลากในพื้นที่ซึ่งมักจะเกิดปลายส.ค.

โดยกรมชลฯจะดูแลเรื่องการส่งน้ำเพื่อการเกษตรในช่วงเวลาดังกล่าวก่อนจะเป็นแก้มลิงรับน้ำนองในฤดูฝน ส่งผลให้พืชผลการเกษตรไม่เสียหาย เป็นการบริหารน้ำโดยไม่ได้พึ่งระบบโครงสร้างชลประทานที่เป็นสิ่งปลูกสร้างเช่นประตูระบายน้ำเป็นต้น แต่ใช้ระบบปรับตัวโดยอาศัยระบบนิเวศ ขณะที่ปัญหาของเกษตรกรและประชาชนในพื้นที่คือการขาดข้อมูลรอบด้านในเรื่องความเสี่ยงด้านผลกระทบจากภาวะโลกร้อน

“ตั้งเป้าหมายว่าเมื่อจบโครงการ 1. เกษตรกรจะมีความเข้าใจและเข้าถึงข้อมูลด้านการพยากรณ์น้ำ การคาดการสถานการณ์ นำมาสู่ความร่วมมือในการวางแผนบริหารทรัพยากรน้ำเพื่อใช้ร่วมกันกับภาครัฐ ทั้งการบริหารโดยคนและเครื่องมือหรือเทคโนโลยี 2. การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานผสมผสานกับมาตรการสิ่งก่อสร้างเชิงนิเวศ และ 3. เกษตรกรสามารถใช้ข้อมูลมาวิเคราะห์ผ่านระบบเทคโนโลยี

สำหรับวางแผนการผลิตได้สอดคล้องกับสถานการณ์และความต้องการของสินค้าเกษตร นอกจากนั้น กระทรวงพาณิชย์จะเข้ามาร่วมมือกับเครือข่ายพัฒนาด้านการตลาดผ่านการออนไลน์ รวมถึงการเชื่อมโยงสถาบันทางการเงินเพื่อสนับสนุนทุน ซึ่งการบริหารตั้งแต่ต้นทางคือการผลิต ถึงปลายทางคือตลาดนำมาสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน “นายทวีศักดิ์กล่าว

ทั้งนี้เมื่อ 22 พ.ค. 2566 ได้มีการเริ่มประชุมเชิงปฏิบัติการระยะเริ่มต้น (Inception workshop) ที่ จ.พิษณุโลก โดยมี นายสุรชาติ มาลาศรี ผู้อำนวยการสำนักบริหารโครงการในพื้นที่ Mr.Chongguang Yu ผู้แทนจากสำนักงานโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (United Nations Development Programme: UNDP) องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศเยอรมัน(GIZ) และผู้แทนจากหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตลอดจนกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้แทนเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก อุตรดิตถ์ และสุโขทัย เข้าร่วมประชุมเพื่อสร้างความเข้าใจและกรอบการศึกษา

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน