ลูกสาวแจงอีกมุม พ่อขับเครื่องบินบังคับชนหญิงนิ้วหัก ยันรับผิดชอบค่ารักษา-ไม่เคยต่อว่า แจงไม่เคยอ้างมีญาติเป็นตำรวจ
จากกรณีที่มีการเสนอข่าวหญิงรายหนึ่งถูกเครื่องบินบังคับไร้สาย พุ่งชนจนนิ้วหัก ที่โรงเรียนแห่งหนึ่งใน อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี แต่คู่กรณีปัดรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาล โดยอ้างมีญาติเป็นตำรวจ เหตุเกิดวันที่ 12 ก.ค.ที่ผ่านมา และแจ้งความไว้ที่สภ.บางบัวทอง ตามที่เคยเสนอข่าวแล้วนั้น
สำหรับความคืบหน้า เมื่อวันที่ 28 ม.ค.66 น.ส.ปภาสิตา ลูกสาวคนขับเครื่องบินบังคับ เปิดเผยกับข่าวสดออนไลน์ว่า อยากชี้แจงเรื่องที่เกิดขึ้น ซึ่งไม่เป็นไปตามข่าวทั้งหมด เรื่องนี้เกิดตั้งแต่วันที่ 12 ก.ค. พ่อได้ไปเล่นเครื่องบินบังคับที่สนามเล่นเครื่องบิน ซึ่งตรงนั้นเป็นพื้นที่ปิด คาดน่าจะเป็นพื้นที่ส่วนบุคคลและเตรียมที่จะกลับ จึงบังคับเครื่องบินลงแล้วบังเอิญผู้บาดเจ็บนั่งอยู่ตรงรันเวย์ลง แล้วมีรถบังอยู่ ทำให้มองไม่เห็น พอเกิดเหตุพ่อของตนก็รีบวิ่งเข้าไป เพื่อจะไปดูว่าเป็นอย่างไรบ้าง แล้วรีบพาไปโรงพยาบาลที่ใกล้สุดในที่เกิดเหตุ ซึ่งคนเจ็บบอกว่าไม่เป็นไร มีประกันสังคมที่โรงพยาบาลเกษมราษฎร์รัตนาธิเบศร์ เดี๋ยวจะไปที่ประกันสังคมแทน พ่อของตนก็ขับรถตามไป แต่สุดท้ายแล้วเขาไปที่โรงพยาบาลเอกชนอีกแห่งแทน
น.ส.ปภาสิตา กล่าวว่า ระหว่างอยู่ที่โรงพยาบาล มีตำรวจเดินเข้ามาบอกยศ ‘พ.ต.อ.’ เป็นสามีคนบาดเจ็บ พร้อมชี้หน้าด่าบอกว่าอย่าตุกติก ซึ่งพ่อของตนนั้นก็ไม่ได้หนีไปไหน อยู่ด้วยกันกระทั่งทำแผลเสร็จแล้ว จ่ายค่ารักษาพยาบาลให้ ก่อนจะขอโทษแล้วแยกย้ายกันไป หลังจากนั้นวันที่ 14 ก.ค.66 คนบาดเจ็บโทรเข้ามาจะเรียกร้องค่าเสียหาย เพราะต้องขาดงานและทำให้ไม่ได้โบนัส จึงขอเรียกร้องค่าเสียหาย 10,000 บาท พ่อจึงบอกว่าไม่มีเงิน ขอต่อรองให้ลดจำนวนให้หน่อย ทางฝั่งคู่กรณีก็ยืนยันว่าไม่ลด
น.ส.ปภาสิตา กล่าวว่า ขอชี้แจงว่าที่คู่กรณีบอกว่า ฝั่งตนนั้นมีการขู่แจ้งว่าลูกเขยเป็นตำรวจ และมีตำรวจเข้ามาเกี่ยวข้องนั้น ไม่เป็นความจริง ซึ่งแฟนของตนเป็นประธาน กต.ตร.โรงพักแห่งหนึ่ง และไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ซึ่งตนแค่ปรึกษาแฟนในวันนั้นว่าให้ช่วยไปเจรจา ว่าขอให้ไปพบตำรวจในตอนเช้าแทนตอนกลางคืน เพราะว่าดึกแล้ว และรุ่งขึ้นก็ไปเจอกันที่โรงพักตามปกติ เหมือนเรื่องจะจบ แต่ดันมีปากเสียงกัน จึงทำให้อีกฝ่ายโมโหแล้วเรียกร้องค่าเสียหายเพิ่มขึ้นจาก 10,000 บาทเป็น 20,000 บาท คือพ่อตนไม่มีเงินอยู่แล้ว จึงบอกว่าให้ไปฟ้องเอา อาจเป็นที่มาทำให้ฝั่งผู้บาดเจ็บเข้าใจผิดว่าไล่ให้ไปฟ้อง หลังจากนั้นเรื่องราวก็ไม่จบ ต้องไปสอบสวนกันต่อ แล้วเดี๋ยวจะติดต่อตนมาอีกครั้งเรื่องก็จบที่ตรงนั้น
น.ส.ปภาสิตา กล่าวว่า ส่วนคำที่บอกว่าพ่อของตนไปบอกว่ามานั่งให้โดนชนเอง ก็ไม่เป็นความจริง และไม่เคยพูดแบบนั้น ซึ่งตามข่าวที่แจ้งว่าตนไม่ได้มีการรับผิดชอบอะไรเลย ก็ไม่เป็นความจริง เพราะได้จ่ายค่ารักษาพยาบาลให้ และถ้าตั้งใจจะไม่รับผิดชอบ พ่อของตนไม่จำเป็นต้องขับรถตามไปจ่ายค่ารักษาให้ด้วยซ้ำ แต่นี่ยังขับรถตามไปและอยู่จนรักษาเสร็จ
น.ส.ปภาสิตา กล่าวว่า เรื่องที่เกิดขึ้นพ่อของตนไม่ได้ตั้งใจให้เกิด เป็นอุบัติเหตุและยืนยันว่าไม่เคยต่อว่าเขาเรื่องการที่บอกว่าทำไมไม่ไปใช้สิทธิ์ประกันสังคม เพียงแต่มาพูดที่โรงพักว่า ถ้าวันนั้นไปรักษาที่ประกันสังคม เงินส่วนที่ต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลในวันนั้น คงมีจ่ายให้ค่าชดเชยได้ แต่ตอนนั้นคนบาดเจ็บไปโรงพยาบาลเอกชน พ่อก็จ่ายเงินค่ารักษาให้ 17,179 บาท ทำให้ไม่มีเงินจ่ายค่าชดเชย
“ตอนนี้ทำได้แค่รอตำรวจติดต่อมาว่าจะทำยังไงต่อ แต่คิดว่าจริงๆ แล้วน่าจะต้องเป็นการไก่เกลี่ยกันมากกว่า เพราะสามีของคนบาดเจ็บก็เป็นญาติของตนเหมือนกัน คงรอแค่ให้เรื่องจบ”น.ส.ปภาสิตา กล่าว