กรมป่าไม้ โชว์นวัตกรรมใหม่ e-Tree ดิจิทัลแพลตฟอร์มลงทะเบียนต้นไม้ หนุนเพิ่มพื้นที่สีเขียว ค้าไม้อย่างถูกกฎหมาย ส่งเสริมปชช.ปลูกไม้มีค่า
เมื่อวันที่ 10 ส.ค. นายสุรชัย อจลบุญ อธิบดีกรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เปิดเผยว่า การอนุรักษ์และเพิ่มพื้นที่ป่าของประเทศไทยให้ได้มากกว่าร้อยละ 40 ภายในปี 2569 เป็นหนึ่งในเป้าหมายที่มีความสำคัญและเป็นเป้าหมายที่ท้าทายอย่างมากของกรมป่าไม้ กรมป่าไม้และองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ(FAO) พร้อมด้วยผู้ที่เกี่ยวข้อง จึงรวมกันพัฒนาแพลตฟอร์มรองรับการลงทะเบียนการปลูกไม้ e-Tree ขึ้นเพื่อรองรับการลงทะเบียนการปลูกไม้เศรษฐกิจสำหรับเกษตรกรที่ไม่สามารถขึ้นที่ดินเป็นสวนป่าตาม พ.ร.บ.สวนป่าได้

นายสุรชัย กล่าวอีกว่า โดยเฉพาะที่ดินกรรมสิทธิ์และสิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายที่ดิน ได้แก่ น.ส.3 น.ส.3ก โฉนดและ ส.ค. 1 ซึ่งสอดคล้องกับประกาศในพระราชกิจจานุเบกษาแก้ไขพ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 7 เมื่อวันที่ 16 เม.ย. 62 โดยไม้หวงห้ามทุกชนิดในที่ดินกรรมสิทธิ์ของประชาชนที่ครอบครองสามารถตัดนำไปใช้สอย หรือเพื่อค้าขายได้อย่างถูกกฎหมาย เช่น ไม้สัก ไม้ยางนา ไม้พะยูง ฯลฯ

โดยแพลตฟอร์ม e-Tree จะอำนวยความสะดวกให้กับเกษตรกรในการบริหารจัดการไม้เศรษฐกิจของตนเอง ทั้งการปลูกตัดค้าและยังสำหรับใช้ในการเคลื่อนย้ายไม้ที่ขึ้นในที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายที่ดินสำหรับซื้อขายเป็นรายต้น/ท่อนและแบบน้ำหนัก/ปริมาตร อัตโนมัติจากข้อมูลต้นไม้ที่ได้ลงทะเบียนไว้ใน e-Tree และกรมป่าไม้ยังใช้ข้อมูลในระบบ e-Tree ไปวิเคราะห์เพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการไม้เศรษฐกิจ ส่งเสริมให้เกษตรกรผู้ปลูกต้นไม้เข้าถึงตลาดการค้าไม้ถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้นที่จะวางขายได้
โดยล่าสุด กรมเจรจาระหว่างประเทศ กระทรวง การต่างประเทศออกมาระบุว่าสหภาพยุโรป(อียู)ได้ออกระเบียบว่าด้วยสินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า(Defore station-free products Regulation :EUDR หรือ Regulation(EU) 2023/1115)ที่กำหนดให้ผู้นำเข้าสินค้าเกษตร 7 กลุ่ม ได้แก่ โค โกโก้ กาแฟน้ำมันปาล์ม ยางพารา ถั่วเหลืองและไม้ รวมถึงผลิตภัณฑ์จะต้องลงทะเบียนในระบบฐานข้อมูลและแจ้งข้อมูลที่เกี่ยวกับการผลิต เพื่อให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับและวิเคราะห์ข้อมูลผ่านระบบภาพถ่ายดาวเทียมว่าสินค้านั้นผลิตบนพื้นที่ตัดไม้ทำลายป่าหรือทำให้ป่าเสื่อมโทรมหรือไม่เพื่อลดการทำลายพื้นที่ป่าและลดการนำเข้าสินค้าที่มีความเสี่ยงในการทำลายป่าเข้ามาในอียู ซึ่งจะมีผลบังคับใช้วันที่ 30 ธ.ค.2567

อธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวอีกว่า ดังนั้น e-Tree จะช่วยให้ผู้ปลูก ผู้ขายใช้เอกสารแสดงได้ว่าเป็นสินค้าตรงตามระเบียบที่อียูกำหนด ระบบการลงทะเบียนต้นไม้หรือ e-Tree ยังสามารถจัดเก็บข้อมูลของต้นไม้ให้ได้รับการพัฒนาสามารถเชื่อมโยงข้อมูลไปยังส่วนต่างๆ ในห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่การปลูกจนถึงการตัดจำหน่ายและยังสามารถตรวจสอบย้อนกลับถึงที่มาได้อย่างรวดเร็วช่วยแก้ปัญหาการลักลอบตัดไม้และการขนย้ายไม้อย่างผิดกฎหมายได้อีกด้วย นอกจากนี้ ยังทำให้เกษตรกรสามารถปลูกไม้มีค่าเพื่อจำหน่ายสามารถเก็บข้อมูลของป่าชุมชนป่าเศรษฐกิจ ที่ปลูกเพื่อการค้าและสามารถจัดการใบอนุญาตและเอกสารต่างๆ ผ่านออนไลน์ได้อย่างครบวงจร
นายบุญสุธีย์ จีระวงค์พานิช ผอ.สำนักเศรษฐกิจการป่าไม้ กรมป่าไม้ กล่าวว่าแพลตฟอร์ม e-Tree ยังช่วยให้ผู้ที่ปลูกต้นไม้ 1-2 ต้นที่ขึ้น ทะเบียนกับ e-Tree โดยไม่จำเป็นต้องเป็นสวนป่าสามารถนำไม้ไปขายได้ทั้งยังเป็นการเติมเต็มชนิดไม้ที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นสวนป่าได้อีกด้วย
“การลงทะเบียนต้นไม้ในระบบ e-Tree จะทำให้เด็กนักเรียนคนหนึ่งได้มีเสื้อนักเรียนใส่ เช่น พ่อเด็กปลูกต้นไม้ไว้หลังบ้านนานแล้วแต่วันนี้ไม่มีเงินซื้อเสื้อนักเรียนให้ลูก จะให้เขาไปกู้เงินมาซื้อหรือให้เขาตัดต้นไม้ที่ปลูกไว้หลังบ้านมาขายโดยแจ้งให้คนซื้อมาตัดต้นไม้ผ่านระบบ e-Tree ทำอย่างนี้ จะทำให้เด็กมีเสื้อนักเรียนและมีข้าวกลางวันกินไปอีกหลายเดือน” ผอ.สำนักเศรษฐกิจการป่าไม้ กล่าว