‘สภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย’ ชง 3 ข้อเสนอ ฝากรัฐบาลใหม่ เดินหน้าเร่งจดทะเบียน – ต่อใบอนุญาตแรงงานข้ามชาติ
วันที่ 24 ส.ค.2566 นายเอกสิทธิ์ คุณานันทกุล ประธานสภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เป็นที่แน่ชัดแล้วว่าเราได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่และกำลังจะได้รัฐบาลชุดใหม่ เพื่อมาบริหารประเทศ โดยในส่วนของสถานการณ์แรงงานข้ามชาติ หลังจากเดือน เม.ย.66 พบว่า มีแรงงานข้ามชาติสัญชาติกัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม กว่า 1.9 ล้านคน อยู่ระหว่างกระบวนการจดทะเบียน และต่อใบอนุญาตตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) 7 ก.พ.66 และต้องลงตราวีซ่าภายในวันที่ 15 พ.ค.66
ซึ่งขณะนี้ยังไม่ปรากฏตัวเลขอย่างเป็นทางการ ว่าเหลือแรงงานจำนวนเท่าใดที่ดำเนินการได้ทันตามกำหนดเวลาดังกล่าว และยังไม่มีมติครม.หรือมาตรการใดๆมารองรับ เพื่อให้แรงงานที่หลุดออกจากระบบสามารถทำงานในไทยกับนายจ้างต่อได้อย่างถูกต้องในช่วงการเปลี่ยนผ่านรัฐบาล สภาองค์การนายจ้างฯ จึงขอเสนอ 3 ข้อ ถึงรัฐบาลชุดใหม่ ให้เร่งดำเนินการทันทีเพื่อแก้ปัญหาแรงงานข้ามชาติ
นายเอกสิทธิ์ กล่าวว่า ประการแรก เสนอให้มีการเปิดศูนย์จดทะเบียนแรงงานข้ามชาติแบบเบ็ดเสร็จ (One-Stop Service Centers หรือ OSSCs) เพื่ออำนวยความสะดวกให้นายจ้าง และแรงงานไม่ต้องเดินทางไปดำเนินการตามขั้นตอนต่างๆในหลายหน่วยงาน ช่วยลดภาระเรื่องการเดินทางของทั้งนายจ้าง และแรงงาน ในการเข้าสู่กระบวนการขอรับใบอนุญาต ในเรื่องค่าใช้จ่ายและเวลา และยังจะช่วยลดขั้นตอนโดยนายจ้าง และแรงงาน จะสามารถดำเนินการยื่นคำร้อง ตรวจสุขภาพ ลงตราวีซ่า และรับใบอนุญาตทำงาน พร้อมกับบัตรสีชมพู ได้ในจุดเดียว และดีที่สุดคือภายในวันเดียว
2.ลดค่าธรรมเนียม และค่าใช้จ่ายในการต่อใบอนุญาตการเปิดศูนย์ OSSCs นายจ้าง และแรงงาน จะสามารถลดค่าใช้จ่ายเรื่องการเดินทางได้ทันที หากการดำเนินการทั้งหมดสามารถผ่านศูนย์ได้ที่เดียว และใช้เวลาเพียง 1 วัน โดยอัตราค่าธรรมเนียม และค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียนโดยสมบูรณ์ ควรสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน และเรียกเก็บเฉพาะเท่าที่จำเป็นเท่านั้น
ทั้งนี้ แรงงานข้ามชาติยังมีข้อจำกัด เรื่องค่าวีซ่าเป็นเงื่อนไขไม่ให้แรงงานปรับเปลี่ยนสถานะเข้าเมืองให้ถูกต้องตามกฎหมายโดยง่าย การใช้บริการคนกลาง หรือบริษัทในการช่วยดำเนินการอาจยังเป็นทางเลือกที่มีความสำคัญ จึงจำเป็นที่รัฐควรจะกำหนดเพดานการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการบริการ ในปัจจุบันการจดทะเบียนแรงงาน ไม่มีการกำกับดูแลการเรียกเก็บค่าธรรมเนียม การจดทะเบียนแรงงานจึงควรได้รับการกำกับดูแลโดยพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 เพื่อสร้างความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย
นายเอกสิทธิ์ กล่าวต่อว่า 3.ลดขั้นตอนหรือเงื่อนไขให้แรงงานข้ามชาติยังสามารถคงสถานะเข้าเมือง และมีใบอนุญาตทำงานที่ถูกต้องตามกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการระบุให้แรงงานต้องรายงานตัวทุกๆ 90 วัน หากมองว่าการได้มาซึ่งใบอนุญาตทำงานของแรงงานข้ามชาติเป็นเรื่องยุ่งยาก การคงสถานะพำนักและทำงานในประเทศได้อย่างถูกกฎหมายนั้น เป็นเรื่องที่ยากพอๆกัน ทั้งนายจ้าง และแรงงาน ต่างมีหน้าที่แจ้งเข้าแจ้งออกการทำงานต่อกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน และในระหว่างที่แรงงานอาศัยอยู่ในประเทศไทย ต้องแจ้งที่พักอาศัย และคอยรายงานตัวต่อสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองทุกๆ 90 วัน โดยผู้ให้ที่พักต่อคนต่างชาติก็มีหน้าที่ต้องแจ้งการให้ที่พักด้วย
นายเอกสิทธิ์ ยังระบุว่า การบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติจากประเทศเพื่อนบ้าน หลังจากนี้ควรใช้กรอบการพิจารณาใหม่ ให้เกิดการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมตามศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เช่นเดียวกับแรงงานประเภทอื่นๆ หรือจากชาติอื่นๆ โดยอาจเริ่มจากการผ่อนปรนเงื่อนไขการรายงานตัว 90 วัน ซึ่งได้เห็นแล้วว่ามีการผ่อนปรนมาตรการดังกล่าวกับผู้ถือวีซ่าประเภท smart visa ที่ให้รายงานตัวเพียงปีละหนึ่งครั้ง
ในเมื่อแรงงานจดทะเบียนภายในประเทศมีนายจ้าง และมีงานทำเป็นหลักแหล่ง การบริหารคนกลุ่มนี้ควรสอดคล้องกับความเป็นจริง และไม่นำมิติความมั่นคงของรัฐมาบังคับใช้อย่างเข้มงวดหรือเทียบเท่าการเข้าเมืองประเภทอื่นๆ โดยเฉพาะเมื่อมีมาตรการอื่นๆ ที่จะสามารถระบุหลักแหล่งของแรงงานได้ ไม่ว่าจะเป็นการแจ้งที่พักอาศัยใหม่ และการแจ้งเข้าทำงาน
นอกจากนี้ ประเทศไทยยังจำเป็นต้องมองภาพเศรษฐกิจ และแนวโน้มกำลังแรงงานในระยะยาว อย่างที่ทราบกันดีกว่าประเทศไทยเข้าสู่การเป็นสังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มตัว หากรัฐดำเนินการทั้ง 3 ข้อข้างต้นนี้ จะเป็นการสร้างมิติใหม่ของการอำนวยความสะดวกที่เอาความต้องการ และประโยชน์ของผู้คนเป็นที่ตั้ง โดยก้าวข้ามการเลือกปฏิบัติอันมีเหตุมาจากสัญชาติ เชื้อชาติ หรือสถานะบุคคล โจทย์ของความมั่นคงของรัฐจะกลายเป็นการบริการ และคุ้มครองประชาชน เพื่อสร้างความมั่นคงของมนุษย์ไปพร้อมๆกับรัฐบาลที่มั่นคง
