หมออินเทิร์น ร้องรมว.สธ.คนใหม่ ออกนโยบายสร้าง Health Literacy ปชช. ให้รู้อาการแบบไหนฉุกเฉินควรมา แบบไหนปฐมพยาบาลที่บ้านได้ ลดภาระงานบุคลากร รพ.
กรณีปัญหาภาระงานของแพทย์ใช้ทุน ทำให้ช่วงที่ผ่านมาพบปัญหาการลาออก การควงเวรติดต่อกันนาน ทำให้มีการเรียกร้องเรื่องการลดชั่วโมงการทำงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่กำลังจะมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) คนใหม่ นั้น
เมื่อวันที่ 5 ก.ย.66 แพทย์อินเทิร์น หรือหมอจบใหม่ ใช้ทุนรายหนึ่ง ซึ่งปฏิบัติงานใน รพ.พื้นที่ห่างไกล จ.แม่ฮ่องสอน ให้สัมภาษณ์ว่า ตนเลือกมาทำงานในรพ.รัฐแห่งหนึ่งขนาด 90 เตียง ของ จ.แม่ฮ่องสอน เพราะรู้สึกอยากทำงานให้กับประชาชนตามพื้นที่ห่างไกลและชายแดน แต่เมื่อมาปฏิบัติงานจริง ส่วนตัวก็ยังอยากทำงานให้ จ.แม่ฮ่องสอนต่อ แต่นับวันรู้สึกเหนื่อยล้ากับภาระงานที่มากขึ้นเรื่อยๆ
ขณะที่จำนวนแพทย์ต่อคนไข้อัตราส่วนต่างกันมาก ซึ่งสอดคล้องกับปัญหาก่อนหน้านี้ที่มีข่าวหมออินเทิร์นปี 1 ลาออก ทำให้จำนวนแพทย์ใช้ทุนในจังหวัดลดลงไปอีก จนคนที่ทำงานอยู่ปัจจุบันก็รู้สึกหมดไฟ อย่างรพ.ที่ตนปฏิบัติงาน มีแพทย์ใช้ทุน 5 คน เวลาทำงานราชการ 08.30 – 16.30 น. แต่ส่วนใหญ่ลากยาวไปถึง 17.00 – 17.30 น. ยิ่งช่วงหน้าฝนเป็นช่วงที่โรคไข้เลือดออกและมาลาเรียแพร่ระบาด เวลาทำงานก็จะลากยาวไปอีก
ยังไม่รวมเวรห้องฉุกเฉินและเวรดูแลผู้ป่วยใน โดยจะมีทั้งเวรเช้า บ่าย ดึก รวมๆ ทำงานนอกเวลาราชการประมาณ 40-64 ชั่วโมง ต่อสัปดาห์ ซึ่งเกินตามข้อกำหนดแพทยสภาไม่ควรเกิน 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์
แพทย์อินเทิร์นรายนี้ กล่าวต่อว่า มีความพยายามลดภาระงานของแพทย์ใช้ทุน ด้วยการให้แพทย์เฉพาะทางมาช่วยเปิดคลินิกพิเศษนอกเวลาราชการ เพื่อลดจำนวนเคสไม่ฉุกเฉินที่ต้องให้เวรห้องฉุกเฉินตรวจและให้แพทย์เฉพาะทางมาช่วยอยู่เวรดูแลผู้ป่วยใน
ซึ่งช่วยลดระยะเวลาการทำงานนอกเวลาของแพทย์ใช้ทุนได้เหลือ 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ต่อคน แต่แพทย์เฉพาะทางเองก็มีเวรให้คำปรึกษา (consult) ของตนเองคนละ 10-15 เวรต่อเดือนอยู่แล้ว ถือว่าเยอะมาก ถ้าเทียบกับแพทย์เฉพาะทางตาม รพ.ในเมือง
สำหรับแนวทางแก้ไข ตอนนี้มีแผนระยะสั้นด้วยการหมุนเวียนแพทย์ในเขตพื้นที่สุขภาพที่ 1 แต่ด้วยความยากลำบากในการเดินทาง เพราะเส้นทางค่อนข้างโหดหินมาก เป็นโค้งภูเขาหักศอก ถัดลงไปเป็นหน้าผา และระยะทางค่อนข้างไกล
อย่างอำเภอเมืองแม่ฮ่องสอนห่างจากเชียงใหม่ประมาณ 5-6 ชั่วโมง ส่วนอำเภอที่ใกล้เชียงใหม่อย่างปายกับแม่สะเรียง ก็ใช้เวลาเดินทางอย่างต่ำ 3 ชั่วโมง ทำให้แพทย์จังหวัดอื่นไม่ค่อยอยากมา นอกจากไกล เดินทางยาก พื้นที่ชนบท ภาระงานเยอะ ค่าตอบแทนค่าเวรยังน้อยมาก
“ยกตัวอย่าง แพทย์เฉพาะทางค่าเวรโอทีเริ่มต้นที่ 600 บาทต่อ 8 ชั่วโมง เท่าขั้นต่ำที่ สธ.ประกาศ ซึ่งรพ.แต่ละแห่งไม่เท่ากันด้วย อย่างเชียงใหม่ได้ประมาณ 1,100 บาทต่อ 8 ชั่วโมง ตามหลักการแล้วเมื่อแม่ฮ่องสอนเป็นพื้นที่กันดารห่างไกล ถ้าอยากจะเชิญชวนให้แพทย์มาอยู่ ก็ควรให้ค่าตอบแทนมากกว่าในเมือง ไม่ใช่ให้น้อยกว่าเกือบ 2 เท่า และปัญหานี้ไม่ได้มีเฉพาะในสายแพทย์ สายพยาบาลก็ด้วย
ค่าเวร ค่าโอทีก็ได้เท่าขั้นต่ำที่ สธ.ประกาศ ค่า refer คนไข้ได้แค่ 80 บาทต่อชั่วโมง เทียบกับที่อื่น ซึ่งได้เยอะกว่า ส่งผลให้พยาบาลเองก็ลาออกเป็นจำนวนมาก ซึ่งค่าใช้จ่ายตรงนี้มาจากเงินบำรุง ซึ่งโดยบริบทพื้นที่แล้วไม่สามารถหาเงินบำรุงเพิ่มได้ง่ายแบบ รพ.ในเมือง ทำให้ไม่สามารถจ่ายค่าตอบแทนได้เท่าที่ควรจะเป็น ปัญหาคล้ายๆ กับที่ รพ.ชายแดน จ.ตาก จึงอยากให้รัฐบาลลงมาช่วยสนับสนุน” แพทย์อินเทิร์น กล่าว
แพทย์อินเทิร์น กล่าวอีกว่า อยากให้มีนโยบายแก้ปัญหาเชิงระบบที่เป็นปัญหาระดับประเทศ เช่น ปัญหาคนไข้ที่มาใช้บริการห้องฉุกเฉิน เกินครึ่งเป็นคนไข้ที่ไม่ฉุกเฉิน ซึ่งปัญหานี้เกิดขึ้นทุกจังหวัด แต่ยิ่งเป็นจังหวัดห่างไกลจะยิ่งชัด เพราะรอบข้างไม่มี รพ.เอกชนเลย ทั้งอำเภอมี รพ.อยู่แค่แห่งเดียว คนไข้ไม่ได้มีตัวเลือกเยอะ ก็ต้องมาที่ รพ.อำเภอ
หลายครั้งทำให้เกิดการทะเลาะระหว่างผู้ใช้บริการกับบุคลากร เพราะเวลาที่คนมากันเยอะๆ เคสไม่ฉุกเฉินที่ต้องรอนาน ก็จะเริ่มรู้สึกว่าทำไมตัวเราหรือญาติถึงไม่ได้รับบริการสักที แบบนี้ยังไม่เรียกว่าฉุกเฉินหรือ ทำไมคนอื่นถึงได้เข้าก่อน ฯลฯ แล้วจบด้วยการทะเลาะกับคนหน้างานหรือโพสต์ด่าลงโซเชียล ซึ่งเราไม่อยากให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้น ทำให้ความสัมพันธ์ของบุคลากรกับประชาชนในพื้นที่แย่ลง บั่นทอนจิตใจคนทำงาน
หาก สธ. หรือ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รมว.สธ.ท่านใหม่ จะมีนโยบายรณรงค์ให้ความรู้ประชาชน เพิ่ม health literacy ว่าอะไรฉุกเฉินและอะไรไม่ฉุกเฉิน อาการแบบไหนควรมาตรวจที่ รพ. หรือแบบไหนปฐมพยาบาลเองที่บ้านได้ นโยบายนี้ไม่ใช่แค่ช่วยลดภาระงานบุคลากร แต่ประชาชนก็ได้ประโยชน์ด้วย เพราะคนไข้หลายคนทั้งที่อาการเข้าเกณฑ์ฉุกเฉิน เช่น ชัก อ่อนแรงครึ่งซีก ก็ไม่มาห้องฉุกเฉิน เพราะไม่รู้ว่าอาการที่เกิดขึ้นกับตัวเองนั้นอันตราย หรือบางคนตัวเหลืองตาเหลือง ทิ้งไว้เป็นเดือน รอพ้นเดือนเก็บเกี่ยวเสร็จค่อยมาตรวจ
“อยากให้ สธ.เป็นผู้นำรณรงค์เรื่องนี้ เพราะที่ผ่านมาเห็น รพ.อื่นในหลายจังหวัด พยายามรณรงค์เองและเปลี่ยนระบบบางอย่างเป็นการสื่อสารแบบอ้อมๆ เช่น เก็บค่าบริการผู้ป่วยนอกเวลาที่ไม่ฉุกเฉิน 100 บาท จุดประสงค์จริงๆ คือ ต้องการลดจำนวนคนไข้ที่ไม่ฉุกเฉินให้มาใช้บริการน้อยลง แต่ทำแบบนี้ประชาชนไม่เข้าใจ
ยังมีความเห็นจากประชาชนตามเพจ รพ.หลายแห่งว่า ให้เก็บ 100 บาทก็ได้ แต่ขอบริการดีขึ้นเร็วขึ้น เราคิดว่าสิ่งที่ควรทำจริงๆ คือสื่อสารกับประชาชนอย่างตรงไปตรงมา ให้ความรู้ประชาชน และสร้างระบบไม่ให้คนที่ไม่ฉุกเฉินจริงมาใช้บริการนอกเวลา อย่างในต่างประเทศ เช่น เวลาคนไข้ที่ไม่ฉุกเฉินไปใช้บริการห้องฉุกเฉินนอกเวลา ประกันไม่จ่ายให้ หรือถ้าเทียบกับไทยคือใช้สิทธิ 30 บาทไม่ได้ ต้องจ่ายเงินเองทั้งหมด เป็นต้น” หมอรายเดิม กล่าว
