สปสช.แจง “เทเลเมดิซีน” ไม่ได้ปฏิเสธไม่ให้หมอพบคนไข้ ยันคนรับบริการพอใจ เล็งต่อยอดจากโควิด ไปกลุ่มป่วยเรื้อรัง ชูรพ.ระนองใช้ดูแลผู้ป่วยในคุก

เมื่อวันที่ 20 ก.ย.66 นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ให้สัมภาษณ์ว่า เทเลเมดิซีนเป็นหนึ่งในรูปแบบบริการที่ สปสช. พยายามผลักดันให้เกิดขึ้นมาโดยตลอด เพราะมีต้นทุนต่ำเมื่อเทียบกับการเดินทางมา รพ. แต่สามารถดูแลประชาชนได้เป็นวงกว้าง ลดความแออัดใน รพ. ลดเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางของผู้ป่วย ช่วงการระบาดของโควิด 19 ได้พิสูจน์แล้วว่า ระบบเทเลเมดิซีนสามารถใช้งานได้จริง รพ.ต่างๆ นำระบบนี้มาดูแลสุขภาพประชาชน ทั้งใน

ส่วนของผู้ป่วยโควิด 19 และผู้ป่วยกลุ่มอื่นที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อและไม่เหมาะที่จะมา รพ. ทั้งนี้ ก่อนที่จะนำระบบมาใช้กับคนไข้ จะมีเจ้าหน้าที่ไปเยี่ยมบ้านและตรวจสอบระบบสัญญาณอินเทอร์เน็ตของคนไข้ว่าสามาถรองรับได้หรือไม่ โดยระบบที่นำมาใช้มีทั้ง DMS ของกรมการแพทย์ เฟซไทม์ หรือไลน์ ซึ่งยุคปัจจุบันส่วนใหญ่ทุกบ้านจะมีโทรศัพท์มือถือ ถ้าสัญญาณของคนไข้ไม่ดี ก็อาจจะให้เจ้าหน้าที่รพ.สต.ไปอยู่ที่บ้านคนไข้ในช่วงเวลานัดหมายเพื่อให้แพทย์ได้คุยกับคนไข้

“เทเลเมดิซีนไม่ได้ปฏิเสธไม่ให้แพทย์พบคนไข้ แต่เป็นการมาเสริมสิ่งที่ไม่เคยได้ให้ได้รับมากขึ้น จากที่สปสช.ประเมินการรับบริการเทเลเมดิซีนของคนไข้ พบว่ามีความพึงพอใจมาก เนื่องจากยังได้รับยาอย่างต่อเนื่อง

ระหว่างที่รับยาหากต้องการตรวจเลือดสามารตรวจที่ รพ.สต.ใกล้บ้านหรือเจ้าหน้าที่ไปตรวจที่บ้านและส่งมาตรวจที่ รพ. ทำให้รู้ผลเลือดและวิเคราะห์โดยแพทย์สั่งจ่ายยา หรือปรับยาให้ตามผลเลือดหรืออาการที่เกิดขึ้น แต่ถ้าผู้ป่วยจำเป็นต้องตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติมหรือมานอน รพ.ก็จะมีรถไปรับผู้ป่วย” นพ.จเด็จ กล่าว

นพ.จเด็จ กล่าวว่า สปสช.ต่อยอดด้วยการขยายกลุ่มโรคให้ผู้ให้บริการเทเลเมดิซีน จากเดิมที่รักษาเฉพาะผู้ป่วยโควิด 19 มาวางแนวทางในการขยายการดูแลไปสู่กลุ่มผู้ป่วยโรคเรื้อรังในอนาคต ส่วนของ รพ.ระนองที่เราลงพื้นที่ การให้บริการผ่านเทเลเมดิซีนถือเป็นจุดเด่นในการให้บริการผู้ป่วยในเรือนจำ และพื้นที่ห่างไกล บนเกาะต่างๆ โดยทุกแผนกพยายามเพิ่มการเข้าถึงบริการของผู้ป่วย โดยการใช้เทเลเมดิซีนถึงบ้านในผู้ที่ไม่สามารถเข้าถึงบริการได้

นอกจากนี้ จะขยายต่อคือการทำระบบเทเลเชื่อมต่อกับ รพ.ชุมชน เพื่อที่ใช้ในกรณีที่หากมีผู้ป่วยนอนอยู่ใน รพ.ชุมชนแล้วต้องการปรึกษาแพทย์เฉพาะทางที่ รพ.จังหวัดแล้วให้การรักษา โดยที่แพทย์ปลายทางสามารถเห็นผู้ป่วย และสั่งเจาะเลือด ตรวจแล็บ สั่งยาที่จะไปรักษาได้ เป็นโครงการต่อไปที่จะดำเนินการ

รวมถึงทิศทางนโยบายต่างๆ เช่น การให้บริการจิตเวชครบวงจร ดูแลผู้ป่วยภาวะท้ายหรือ ชีวภิบาล (palliative care) จะเป็นรูปแบบหนึ่งที่นำเทเลเมดิซีนมาให้บริการได้เช่นกัน โดยสปสช.จะพิจารณากลไกการเบิกเงิน เมื่อรพ.ให้บริการก็จะเก็บข้อมูลและส่งไปเบิกที่ สปสช. แล้วโอนเงินค่าเทเลเมดิซีนให้ รพ.

“เชื่อว่าหากนำมาใช้อย่างเหมาะสม จะช่วยลดปริมาณงานใน รพ.ได้ราว 25% แต่ละปีทั่วประเทศมีผู้มารับบริการ 200 ล้านครั้ง ก็จะลดลงได้ 50 ล้านครั้ง ช่วยลดความแออัดแน่นอน และประชาชนอีก 10 กว่าล้านคนที่ไม่เคยมารับบริการเลย จะได้เข้ามารับบริการ เป็นการยกระดับหลักประกันสุขภาพครั้งใหญ่ เพิ่มการเข้าถึงบริการ”นพ.จเด็จ กล่าว

 

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน