เลย ห้ามเผาเด็ดขาด ขานรับ มท.1 ป้องฝุ่นพิษ วางมาตรการเข้ม ลักลอบเผาป่า-ไร่อ้อย ระดมหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายเต็มคาราเบล ขู่ฟันคดีอาญา
22 พ.ย. 66 – ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณี นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย เตรียมออกหนังสือถึง ผู้ว่าราชการจังหวัด กำชับตั้งรับฝุ่นพิษ พร้อมใช้กฎหมายเข้มข้นจัดการคนเผาป่า

โดยจังหวัดเลย ช่วงเดือน ธ.ค-มี.ค. ของทุกปี พบว่ามีการเผาป่า และ เผาไร่อ้อย กันเป็นจำนวนมาก และทุกปีปัญหาของฝุ่นละออง PM 2.5 ตลอดช่วงเวลาดังกล่าว จนทำให้มีปัญหาหลายๆ ด้านตามมา ไม่ว่าจะเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมและสาธารณสุข ทั้งมีผู้ป่วยทางโรคทางเดินหายใจเข้าโรงพยาบาลเพิ่มมากขึ้น จนเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง

นายศิริวัฒน์ พินิจพานิชย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเลย เผยว่า เรื่องการลักลอบเผาป่า และเผาอ้อยส่งโรงงานในพื้นที่ ในปี 2567 จังหวัดมีการประชุมเตรียมความพร้อมการป้องกัน ร่วมกับคณะกรรมการที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ดำเนินการเรื่องการป้องกันปัญหาไฟป่า และหมอกควัน โดยในปี’67

โดยให้หน่วยงานที่มีทั้ง ปภ. ท้องถิ่น สำนักทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งหน่วยงานของกรมป่าไม้ อำเภอ และสำนักงานสาธารณสุข ให้แต่ละหน่วยงานเตรียมการส่วนที่เกี่ยวข้อง เช่น ปภ.ให้ลงไปสำรวจอุปกรณ์กำลังพล เครื่องไม้เครื่องมือ อุปกรณ์ที่จะไปสนับสนุนหากเกิดเหตุไฟป่าขึ้น
สำหรับหน่วยงานของ ทสจ.ให้ไปดูการใช้โดรนสนับสนุนในเรื่องพื้นดิน ซึ่งบางทีเหตุไฟป่าอาจลุกลามขึ้นที่สูง อาจชี้จุดการดับและการเข้าไปดับไฟในป่า ในส่วนของกรมอุทยานฯให้ไปทำแผนร่วมกับทางอำเภอ เพื่อป้องกันและระงับไฟป่าที่เกิดขึ้นอย่างไรบ้าง ให้จัดทำแผนไว้เลย

ส่วน สสจ.กรณีที่มีเหตุเกิดต้องมีการประกาศแจ้งเตือนประชาชน ถ้าค่าฝุ่นละอองเกินมาตรฐาน ให้ออกแจ้งเตือนให้ปฏิบัติตัวอย่างไร โดยให้ดูและแจ้งค่าของฝุ่นละอองแต่ละวัน ส่วนการปกครองท้องถิ่น ซึ่งการจัดการไฟป่าได้รับโอนภารกิจมาจากสำนักทรัพยากรป่าไม้ที่ 6 อุดรธานี โดยมีการอบรมที่เรียกว่า อาสาสมัครพิทักษ์ไฟป่าขึ้นในพื้นที่
ส่วนเรื่องการเผาอ้อยส่งโรงงาน ที่จังหวัดที่โรงงานน้ำตาลอยู่ 2 โรง ในเรื่องนี้จะมีการประกาศ แจ้งเตือนการเผาอ้อย เป็นการกระทำผิดกฎหมาย ผิด พรบ.ท้องถิ่น หากปีนี้ยังพบว่ามีการลักลอบการเผาอ้อย และพิสูจน์ได้ว่ามีการลักลอบเผาอ้อยเพื่อส่งโรงงาน จะมีการใช้กฎหมายที่มีบทลงโทษและต้องถูกดำเนินคดี ซึ่งมีโทษทางอาญาด้วย

ซึ่งในเรื่องนี้ทางจังหวัด ได้ให้ทุกอำเภอกำชับ และการป้องกัน โดยให้ กำนัน ผู้ใหญ่ ประชาชนในพื้นที่ ให้ช่วยประชาสัมพันธ์ขอให้งดการเผาโดยเด็ดขาด และช่วยกันป้องกัน ซึ่งหากมีการเผาทั้งป่า และอ้อย เพื่อส่งโรงงาน ขอให้ประชาชนได้ตระหนักจะสร้างผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมเป็นบริเวณกว้าง รวมทั้งมูลค่าความเสียหายกับการท่องเที่ยว และยังต้องโทษทางคดีอาญาอีกด้วย