นครราชสีมา วิกฤตแล้ง ชาวนาแห่ปลูกมันสำปะหลัง แทนทำนาปรังในแปลงนา เหตุน้ำเขื่อนเหลือน้อย แถมราคาพุ่งสูง 3 บาทต่อกิโลกรัม ไม่เสี่ยงประสบปัญหาข้าวขาดแคลนน้ำ
10 ธ.ค. 66 – ชาวนาส่วนหนึ่งในพื้นที่ อ.ครบุรี จ.นครราชสีมา เริ่มปรับเปลี่ยนปลูกข้าวนาปรัง มาเป็นปลูกมันสำปะหลังในแปลงนา หลังจากที่ปริมาณน้ำภายในเขื่อนในพื้นที่ ทั้งเขื่อนมูลบน และเขื่อนลำแชะ ซึ่งเป็นแหล่งน้ำดิบหลักใช้เพาะปลูก มีปริมาณน้อยกว่าปีที่ผ่านมากว่าเท่าตัว

ซึ่งมีแนวโน้มสูงว่าจะต้องงดการส่งน้ำทำนาปรังในพื้นที่ส่วนใหญ่ เพื่อสงวนน้ำไว้ใช้ในการอุปโภคบริโภคในช่วงฤดูแล้ง ที่คาดการณ์ว่า จะต้องเผชิญกับปัญหาภัยแล้งรุนแรงและยาวนานจากภาวะเอลนีโญ
ชาวนา บอกว่า ดีกว่าปล่อยให้นาข้าวต้องทิ้งร้างเปล่าประโยชน์ไปนานกว่า 6 เดือน จนกว่าจะถึงฤดูฝนหรือช่วงฤดูกาลเพาะปลูกข้าวนาปี ประกอบกับช่วงนี้ราคามันสำปะหลังค่อนข้างดี เกษตรกรจึงมีความหวังว่า จะมีรายได้จากการปลูกมันสำปะหลัง ซึ่งเป็นพืชใช้น้ำน้อย มาทดแทนการปลูกข้าวนาปรังที่มีความเสี่ยงสูงกว่าจะไม่มีน้ำเพียงพอใช้จนถึงฤดูกาลเก็บเกี่ยว

ซึ่งปริมาณน้ำภายในเขื่อนมูลบน ล่าสุด เหลืออยู่ที่ 85 ล้านลูกบาศก์เมตร จากความจุกักเก็บทั้งหมดที่ 141 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 60.5 ของความจุ ขณะที่เขื่อนลำแชะ มีปริมาณน้ำเหลืออยู่ที่ 150.7 ล้านลูกบาศก์เมตร จากความจุกักเก็บทั้งหมดที่ 275 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 55 ของความจุเท่านั้น

นายสนั่น เอิบผักแว่น เกษตรกรบ้านบึงพัฒนา ต.ครบุรีใต้ อ.ครบุรี จ.นครราชสีมา หนึ่งในชาวนาที่หันมาปลูกมันสำปะหลังแทนการทำนาปรัง กล่าวว่า ช่วงฤดูแล้งปีนี้ ตัดสินใจลงทุนเป็นเงินกว่า 6,000 บาท เพื่อซื้อหาพันธุ์มันสำปะหลังมาปลูกแทนการทำนาปรัง
ปีนี้ปริมาณน้ำในเขื่อนมูลบน เหลือน้ำน้อยกว่าหลายๆ ปีที่ผ่านมา และมีแนวโน้มแล้งสูงกว่า อาจจะไม่ได้สนับสนุนน้ำให้ชาวนาปลูกข้าวนาปรัง เพราะต้องสงวนน้ำไว้เพื่อบริหารจัดการด้านการอุปโภคบริโภคเป็นหลัก

จึงอาศัยนาข้าวที่ยังมีความชื้นหลงเหลือหลังจากเพิ่งเก็บเกี่ยวข้าวนาปี ได้หล่อเลี้ยงมันสำปะหลังให้เจริญเติบโต เพราะมันสำปะหลังเป็นพืชใช้น้ำน้อยทนแล้ง ปริมาณความชื้นที่ยังเหลืออยู่ในนาข้าว ก็น่าจะเพียงพอที่จะประคับประคองให้มันสำปะหลังเติบโตให้ผลผลิต ได้เก็บเกี่ยวก่อนที่จะเริ่มต้นฤดูกาล เพาะปลูกข้าวนาปีในกลางปีหน้า
ประกอบกับราคามันสำปะหลังในตอนนี้สูงกว่ากิโลกรัมละ 3 บาท จึงหวังว่าจะมีรายได้บ้างระหว่างรอฤดูกาลเพาะปลูกข้าวนาปีรอบใหม่ ดีกว่าจะทิ้งที่นาให้เปล่าประโยชน์ หรือเสี่ยงปลูกข้าวแต่ต้องประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำ ซึ่งการปรับเปลี่ยนการเพาะปลูกยังเป็นการแบ่งเบาภาระให้ทางเขื่อนได้นำน้ำที่มีอยู่ ไปบริหารจัดการด้านการอุปโภคบริโภคได้อย่างเพียงพอด้วย