นครราชสีมา อากาศเริ่มแย่ฝุ่นพิษฟุ้ง ค่า PM2.5 บางจุดพุ่งติดอันดับ 3 ของประเทศ เร่งบูรณาการร่วม 32 อำเภอ ป้องกันฝุ่น สั่งงดเผาทุกสิ่งอย่าง

15 ธ.ค. 66 – ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์ฝุ่นมลพิษในอากาศโคราช จากการตรวจวัดค่าคุณภาพอากาศ ที่ สถานีสูบน้ำประตูพลแสน ต.ในเมือง อ.เมืองนครราชสีมา จ.นครราชสีมา ผ่านแอพพลิเคชัน Air4Thai

พบว่า คุณภาพอากาศอยู่ในระดับปานกลาง โดยดัชนีคุณภาพอากาศ ตรวจวัดได้ 79 AQI (Air Quality Index) ส่วนค่าฝุ่น PM 2.5 ตรวจวัดได้ 32.2 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งยังไม่เกินมาตรฐาน ประชาชนทั่วไปสามารถทำกิจกรรมกลางแจ้งได้ตามปกติ แต่ประชาชนกลุ่มเสี่ยง หากมีอาการเบื้องต้น เช่น ไอ หายใจลำบาก ระคายเคือง ตา ควรลดระยะเวลาการทำกิจกรรมกลางแจ้ง

ขณะที่การตรวจวัดคุณภาพอากาศผ่านแอพพลิเคชัน IQAir พบว่า บริเวณชานเมืองของจังหวัดนครราชสีมา ดัชนีคุณภาพ อยู่ที่ 77 AQI แต่ถ้าตรวจวัดในเขตตัวเมืองนครราชสีมาหลายจุด พบว่า ดัชนีคุณภาพอากาศ พุ่งสูงถึง 140-143 AQI

ซึ่ง วานนี้ 14 ธ.ค. 66 เพจเชียงใหม่นิวส์ Chiang Mai News ได้โพสต์เมืองที่อากาศแย่ที่สุดในประเทศไทย ซึ่งอำเภอเมืองนครราชสีมา ติดอันดับ 3 ของประเทศ มีค่าดัชนีคุณภาพอากาศ อยู่ที่ 141 AQI สหรัฐ รองจากอำเภอหางดง และ อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่

ซึ่งแม้ว่าการตรวจวัดค่าคุณภาพอากาศผ่านแอพพลิเคชันทั้งสองแอพฯ จะตรวจวัดได้แตกต่างกัน แต่นายธนัญชัย วรรณสุข ผู้อำนวยการสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 11 ขอให้พี่น้องประชาชนช่วยกันลดฝุ่นมลพิษทางอากาศ

ขณะเดียวกัน ทางสำนักงานสิ่งแวดล้อมฯ ได้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมไปถึง 32 อำเภอ จังหวัดนครราชสีมา รณรงค์ป้องกันในเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งปัจจัยที่ทำให้ค่าฝุ่นมลพิษพุ่งสูงมาจากปัจจัยการเผาในที่โล่งแจ้งมากสุด ไม่ว่าจะเป็นไฟไหม้ป่า หรือการเผาในพื้นที่ป่าไม้-พื้นที่เกษตร ที่ทำให้ค่าฝุ่น PM2.5 พุ่งสูงขึ้นทันที จึงต้องรณรงค์งดเผากันอย่างเข้มข้น ใช้มาตรการทางกฎหมายมาบังคับลงโทษผู้ลักลอบเผา

ส่วนด้านปัญหาสุขภาพของประชาชน นายแพทย์ทวีชัย วิษณุโยธิน ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 9 จังหวัดนครราชสีมา กล่าวว่า ฝุ่น PM 2.5 เป็นฝุ่นละอองขนาดเล็กที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางไม่เกิน 2.5 ไมครอน สามารถแพร่กระจายเข้าสู่ทางเดินหายใจ กระแสเลือด และแทรกซึมสู่กระบวนการทำงานในอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย เพิ่มความเสี่ยงเป็นโรคเรื้อรัง

ซึ่งผู้ที่เป็นกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ และ 4 กลุ่มโรคสำคัญที่ต้องเฝ้าระวังและดูแลเป็นพิเศษ คือ 1. กลุ่มโรคหัวใจและหลอดเลือด เช่น เหนื่อยง่าย หัวใจเต้นเร็ว แน่นหน้าอก 2. กลุ่มโรคระบบทางเดินหายใจ เช่น คัดจมูก น้ำมูกไหล แสบจมูกและลำคอ 3. กลุ่มโรคผิวหนังอักเสบ เช่น อาการคันตามร่างกาย มีผื่นแดงตามร่างกาย

และ 4. กลุ่มโรคตาอักเสบ เช่น อาการแสบหรือคันตา น้ำตาไหล และตาแดง จะต้องเฝ้าระวังดูแลเป็นพิเศษ เพราะหากได้รับมลพิษจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 เข้าสู่ร่างกาย อาจทำให้เกิดการเจ็บป่วย หรือมีผลกระทบต่อสุขภาพที่รุนแรงมากกว่าประชาชนทั่วไปได้

จึงขอให้ประชาชนปฏิบัติตนให้ปลอดภัยจากฝุ่น PM 2.5 โดยลดการก่อมลพิษและลดการเพิ่มปริมาณฝุ่นละอองในอากาศ เช่น อย่าใช้รถยนต์ที่มีควันดำ ลดการเผาขยะหรือเผาในที่โล่งแจ้ง ดูแลทำความสะอาดบ้านให้ปลอดฝุ่น

หากไม่จำเป็นไม่ควรออกนอกบ้านหรือทำกิจกรรมนอกบ้าน แต่หากจำเป็นควรสวมหน้ากากป้องกันฝุ่น สวมหน้ากาก แว่นตา เสื้อแขนยาว และดื่มน้ำเพื่อบรรเทาอาการระคายเคืองคอ แสบคอ เป็นต้น


ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน