เสมา1ห่วง น้ำกระท่อมระบาดหนัก จุดจำหน่ายใกล้โรงเรียนมาก หวั่นเด็กทำคอนเทนต์ อนาจาร ขายออนไลน์ สั่ง ศธภ.-ศธจ. ดูแลเข้ม เร่งกำจัดปัญหากระทบต่อการศึกษาทุกมิติ

25 ม.ค. 67 – “บิ๊กอุ้ม” พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้น้ำกระท่อม ได้ระบาดมากขึ้นในสถานศึกษา ในปัจจุบันใบกระท่อมก็หาซื้อได้ง่าย จุดจำหน่ายก็ใกล้เคียงสถานศึกษามากขึ้น จนดูเป็นเรื่องปกติ

ด้วยเด็กและเยาวชนเป็นกลุ่มเปราะบาง บางเรื่องอาจจะยังไม่มีวิจารณญาณที่มากพอ สิ่งที่น่ากังวลคือเด็กอาจนำมาผสมกับสารเสพติดชนิดอื่น ทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกายและหากใช้ในชีวิตประจำวันเป็นระยะเวลานานอาจทำลายประสาทจนส่งผลต่อสุขภาพจิตได้

“ฝากถึงศึกษาธิการภาคและศึกษาธิการจังหวัด เน้นย้ำสถานศึกษาในพื้นที่ดูแลเรื่องนี้อย่างเข้มงวด กำหนดระเบียบกฎเกณฑ์เป็นข้อห้ามข้อบังคับได้เลยยิ่งดี ในการห้ามการดื่มน้ำต้มใบกระท่อมในสถานศึกษา

รวมทั้งการให้ความรู้ความเข้าใจกับผู้เรียนอย่างเร่งด่วนว่า “น้ำกระท่อมเป็นสิ่งเสพติด” อาจทำโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการให้ความรู้แก่ครูผู้สอน เพื่อสร้างความเข้าใจกับผู้เรียนถึงพิษภัยของกระท่อมไม่ต่างจากสารเสพติดชนิดอื่นที่รุนแรง” รัฐมนตรีว่าการศธ. กล่าว

พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าวต่อว่า สำหรับอีกเรื่องที่น่าห่วงใยไม่แพ้กันคือ ประเด็นจากสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่มีข่าวในกระแสโซเชียลเรื่อง ครีเอเตอร์นำเด็กสาวอายุ 16 ปี ร่วมประเวณีและกระทำอนาจาร โดยทำการบันทึกภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหวแบบไม่ปิดบังใบหน้า แล้วส่งต่อกลุ่มลับในแพลตฟอร์มออนไลน์ X (Twitter) และ OnlyFans เพื่อแสวงหาผลประโยชน์จากการขายสื่อลามกเด็ก

โดยที่เด็กไม่รู้ว่า คลิปของตนถูกนำเอาไปขายในโลกออนไลน์ ซึ่งยังมีอีกหลายกรณีที่ถูกกระทำเช่นเดียวกัน บางครั้งยังมีการนำเงินมาจูงใจเด็กด้วย และความที่เด็กยังขาดวุฒิภาวะและวิจารณญาณที่มากพอว่าสิ่งที่ทำถูกหรือผิด หรือไม่ได้คิดไตร่ตรองถึงผลกระทบที่จะตามมาอย่างรอบคอบ อาจแค่คิดว่าทำสิ่งง่าย ๆ แล้วได้เงินมา แต่ภาพลามกอนาจารจะอยู่ในโลกออนไลน์อย่างรวดเร็วเกินคาด

จากประเด็นข้างต้นอยากฝากถึงครูและผู้ปกครอง ให้คอยสังเกตพฤติกรรมของผู้เรียน คอยพูดคุยให้คำปรึกษาอย่างอบอุ่นเสมอ เพราะหากเด็กไม่ได้รับการใส่ใจที่มากพอ อาจหาที่พึ่งทางใจในทางที่ผิดก็เป็นได้ ที่สำคัญควรสร้างการรับรู้ความเข้าใจแก่ผู้เรียน ถึงเรื่องการทำคอนเทนต์อย่างสร้างสรรค์ เพราะหากทำออกมาได้น่าสนใจก็เกิดรายได้ด้วยเช่นกัน และยังเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับเพื่อนเยาวชนได้ทำตามในทางที่ดีอีกด้วย

หากครู ผู้ปกครอง และเพื่อนของผู้เรียนร่วมกันแนะนำในทางที่ดี คอยป้องปรามไม่ให้เด็กหลงผิดและตัดไฟแต่ต้นลม ก็จะทำให้เกิดข้อผิดพลาดเช่นนี้ลดน้อยลง

ทั้งนี้ หากพบการกระทำดังกล่าวสามารถแจ้งขอความช่วยเหลือได้ทันทีที่ “ศูนย์ความปลอดภัย กระทรวงศึกษาธิการ” (MOE Safety Center) 4 ช่องทาง ดังนี้ แอพพลิเคชัน MOE Safety Center, เว็บไซต์ http://www.MOESafetyCenter.com, LINE @MOESafetyCenter และ Call Center 0-2126-6565

ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ติดตามข้อมูลและเร่งประสานงานช่วยเหลือตลอดเวลา โดยอยากให้มาร่วมกันทำสถานศึกษาสีขาวให้เป็นพื้นที่ปลอดอบายมุข คอยเฝ้าระวังการใช้สารเสพติดในกลุ่มเด็กและเยาวชน รวมทั้งปลอดความรุนแรง การกลั่นแกล้งกันทั้งในและนอกสถานศึกษา สร้างค่านิยม และความตระหนักรู้ให้ลูกหลานของเรา

และร่วมกันประชาสัมพันธ์ให้ทราบถึงมาตรการเชิงรุกโดยทั่วกันทุกพื้นที่ เพราะผู้เรียนคือทรัพยากรสำคัญที่จะเติบโตไปเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพของสังคมในอนาคต ศธ. จึงต้องร่วมมือในการกำจัดปัญหาที่กระทบต่อการศึกษา ต้องดูแลทุกมิติ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน