หลวงพี่น้ำฝน สำนักพุทธฯ บุกจับสึก หลวงตา วัย 70 ปี เวิร์คฟอร์มโฮม ไม่กลับวัด อีกรายวัย 60 ปี ปักกลดหน้าโรงแรมดัง ชาวบ้านแฉพฤติกรรม ขับรถบิณฑบาต

วันที่ 16 ก.พ.2567 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พระครูปลัดสิทธิวัฒน์ (หลวงพี่น้ำฝน) เจ้าอาวาสวัดไผ่ล้อม พร้อมพระเลขา ได้ประสานเจ้าหน้าที่สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดนครปฐม ลงพื้นที่ตรวจสอบที่บ้านพักแห่งหนึ่งย่านถนนกั๋งบ๊วย ในตัวเมืองนครปฐม

หลังจากมีประชาชนร้องเรียนว่า มีพระสงฆ์ อายุ 70 ปี ปฏิบัติตัวไม่เหมาะสมโดยไม่กลับวัดต้นสังกัด และอาศัยอยู่ที่บ้านพักดังกล่าวมาเป็นแรม ซ้ำยังมีการขับรถกระบะไปจอดเพื่อบิณฑบาตและขับกลับมาจอดทิ้งไว้ที่สวนสาธารณะใกล้บ้านเกือบทุกวัน ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมสร้างความไม่สบายใจกับพุทธศาสนิกชนที่พบอยู่เป็นประจำ

หลวงพี่น้ำฝน สำนักพุทธฯ บุกจับสึก หลวงตา วัย 70 ปี เวิร์คฟอร์มโฮม ไม่กลับวัด อีกรายวัย 60 ปี ปักกลดหน้าโรงแรมดัง

หลวงพี่น้ำฝน สำนักพุทธฯ บุกจับสึก หลวงตา วัย 70 ปี เวิร์คฟอร์มโฮม ไม่กลับวัด อีกรายวัย 60 ปี ปักกลดหน้าโรงแรมดัง

เมื่อหลวงพี่น้ำฝนและเจ้าหน้าที่ไปถึงที่บ้านหลังดังกล่าว พบพระภิกษุสงฆ์ตามที่ได้รับรายงานและนิมนต์มาสอบถามหาหนังสือประจำตัว พบมีความผิดปกติและมีอาการไม่พอใจ แสดงความขัดขืนเพื่อจะขอหนังสือเอกสารประจำตัวกลับคืน

โดยมีชาวบ้านหลายหลังที่ทราบเรื่องออกมาดูเหตุการณ์ จึงได้เชิญให้ไปทำการสอบสวนที่วัดไผ่ล้อมเพื่อประสานไปยังเจ้าอาวาสวัดต้นสังกัดที่ จ.กาญจนบุรี แต่ไม่พบหลักฐาน จึงได้ประสานนำส่งไปให้เจ้าคณะตำบลพระปฐมเจดีย์สอบสวนอีกชั้นหนึ่ง

จากนั้นเมื่อคณะสงฆ์ได้นิมนต์เชิญไปพบกับพระครูทักษิณานุกิจ เจ้าคณะตำบลพระปฐมเจดีย์ ซึ่งได้ทำการสอบสวนและพยายามติดต่อกลับไปที่วัดต้นสังกัดอีกครั้ง กระทั่งได้คุยโทรศัพท์กับเจ้าอาวาส ได้แจ้งว่าเป็นพระจริงแต่ไม่ได้อาศัยอยู่ที่วัดดังกล่าวแล้ว

ซึ่งขัดแย้งกับหนังสือเอกสารที่มีอยู่ในมือ เมื่อสอบสวนจึงพบว่าเป็นการดำเนินการเขียนเองและประทับตราโดยไม่มีเจ้าคณะตำบล เจ้าคณะอำเภอลงนาม จึงได้สั่งการให้ทำการสึกทันที

ขณะที่อีกรายมีประชาชน แจ้งว่าพบพระภิกษุไม่กลับวัดและมีการปักกลดอยู่ใกล้กับโรมแรมชื่อดัง ริมถนนเพชรเกษม อยู่นานประมาณ 3 เดือน จึงได้เข้าไปตรวจสอบและพบพระภิกษุวัย 60 ปี ตามที่ร้องเรียน

โดยจะอาศัยปักกลดอยู่ริมถนนเพชรเกษม เพื่อไปบิณฑบาตและรับปัจจัยจากญาติโยม โดยมีต้นสังกัดอยู่จังหวัดสุพรรณบุรี จากนั้นได้นิมนต์ไปให้ เจ้าคณะตำบลพระปฐมเจดีย์ ดำเนินการจับสึกอีก 1 ราย

พระครูทักษิณานุกิจ กล่าวว่า สำหรับกรณีพระที่ถูกจับสึกไปในวันนี้เนื่องจากมีประชาชนร้องเรียนให้ตรวจสอบว่า มีพระภิกษุสงฆ์ออกบิณฑบาตและมาพักบ้านโยมนานนับปี โดยมีหลวงพี่น้ำฝนทำหน้าที่พระวินยาธิการ ได้นำมาให้ตรวจสอบ

พระครูทักษิณานุกิจ กล่าวต่อว่า ก็พบว่าเป็นเรื่องจริงตามที่ได้รับร้องเรียนมา ตรวจสอบใบสุทธิพบมีการปลอมแปลงใบสุทธิ มีการอาศัยอยู่เป็นหลักแหล่ง ตามกฎของมหาเถระสมาคมก็สามารถจับสึกลาสิกขาได้เลย

พระครูทักษิณานุกิจ กล่าวอีกว่า หากมีการร้องเรียนเข้ามาอีกก็จะดำเนินการขั้นเด็ดขาดตามกฎของมหาเถระสมาคมซึ่งมีกฎระเบียบไว้อยู่แล้ว หากเคยมีการตักเตือนแล้วและยังมีการประพฤติเช่นเดิมอีก ก็สามารถจับสึกได้อีกเช่นกัน

พระครูทักษิณานุกิจ กล่าวด้วยว่า โดยคณะสงฆ์ต้องมีการเข้มงวดกวดขันโดยเฉพาะคณะผู้ปกครองที่ต้องเคร่งครัด และขอฝากถึงพระภิกษุสงฆ์ที่คิดจะเข้ามาบิณฑบาตหรือมาอาศัยใน จ.นครปฐม ให้พึงสังวรว่าอาจจะถูกจับสึกได้ มีการปฏิบัติพระธรรมวินัย ซึ่งต้องอาศัยญาติโยมประชาชนก็ต้องช่วยคณะสงฆ์ด้วยในการเป็นหูเป็นตาเกี่ยวกับพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมด้วย

ด้าน พระครูปลัดสิทธิวัฒน์ (หลวงพี่น้ำฝน) กล่าวว่า ในฐานะประธานคณะทำงานดำเนินการแก้ไขข้อขัดข้อง ระงับเหตุ และแก้ไขปัญหาอธิกรณ์ข้อร้องเรียนในเขตปกครองคณะสงฆ์ภาค 14 เรื่องพฤติกรรมของพระที่อาศัยบ้านอยู่

พระครูปลัดสิทธิวัฒน์ กล่าวต่อว่า ได้รับการร้องเรียนจากประชาชนมาสักพักหนึ่งแล้วซึ่งได้ให้ลูกศิษย์และทีมงานเข้าตรวจสอบอยู่ตลอด แต่ด้วยมีภารกิจเยอะก็ยังไม่ได้เข้ามาดูด้วยตนเอง กระทั่งวันนี้มีคนร้องเรียนเข้ามาอีก จึงได้ลงพื้นที่ติดตามไปจนถึงบ้านพักแล้วก็พบตัวตามที่มีการร้องเรียนมา

พระครูปลัดสิทธิวัฒน์ กล่าวอีกว่า จากการตรวจสอบหนังสือสุทธิ พบเป็นการปลอมแปลงขึ้นมา เมื่อสอบถามไปยังเจ้าอาวาสต้นสังกัดแจ้งว่าไม่ได้อยู่แล้ว แต่มีการลงนามว่าอาศัยอยู่ที่สำนักสงฆ์ ซึ่งตามหลักก็ผิดอยู่แล้วเพราะพระภิกษุสงฆ์จะต้องมีวัดต้นสังกัดและอยู่ที่วัดในการทำวัดด้วย

พระครูปลัดสิทธิวัฒน์ กล่าวด้วยว่า ดังนั้นได้ดำเนินการตามขั้นตอนในการส่งตัวไปให้เจ้าคณะตำบลพระปฐมเจดีย์ทำการสอบสวน ซึ่งท่านได้แจ้งกลับมาว่าพบความผิดจริงตามที่มีการร้องเรียน ทางเจ้าอาวาสต้นสังกัดก็ได้แจ้งว่าสามารถให้ลาสิกขาออกไปได้เลย

พระครูปลัดสิทธิวัฒน์ กล่าวว่า ซึ่งทั้ง 2 กรณีที่มีการจับสึก เป็นการทำงานที่บูรณาการร่วมกันของคณะสงฆ์ภาค 14 มีเจ้าคณะจังหวัดเป็นประธาน และมีเจ้าคณะอำเภอทุกอำเภอเป็นรองประธาน รวมถึงคณะสงฆ์ที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นพระวิญญาณธิการก็จะสามารถดำเนินการเต็มรูปแบบ

หลวงพี่น้ำฝน กล่าวอีกว่า ในวันที่ 26 ก.พ.นี้ จะมีคณะทำงานที่ดำเนินการทั้งในพื้นที่จ.นครปฐม และพระสงฆ์จากพื้นที่อื่นที่จะเข้ามาปฏิบัติตนไม่เหมาะสมในพื้นที่ได้แน่นอน

“ในฐานะประธานคณะทำงานดำเนินการแก้ไขข้อขัดข้อง ระงับเหตุ และแก้ไขปัญหาอธิกรณ์ข้อร้องเรียนในเขตปกครองคณะสงฆ์ภาค 14 ขอยืนยันว่าจะมีการทำงานร่วมกันไม่ใช่แค่ในพื้นที่รับผิดชอบภาค 14 เท่านั้น แต่รวมถึงจะบูรณาการร่วมกันทั่วประเทศเพื่อตรวจสอบและควบคุมไม่ให้เกิดพฤติกรรมไม่เหมาะสม ซึ่งหากถึงมืออาตมาก็จะมีการดำเนินการไป ตามขั้นตอน ของกฎหมายและกฎของมหาเถรสมาคมอย่างตรงไปตรงมาแน่นอน” หลวงพี่น้ำฝน กล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน