จี้รัฐทบทวน เปิดกาสิโนถูกกฎหมาย ศึกษาผลกระทบด้านลบ “นักวิชาการ” แนะไทยไม่ควรชูท่องเที่ยว “เหล้า-การพนัน” เงินไหลเข้าทุนต่างชาติ
วันที่ 15 เม.ย.2567 เมื่อเร็วๆนี้ ศูนย์ศึกษาปัญหาการพนัน มูลนิธิต่อต้านการทุจริต และคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ร่วมกันจัดเสวนาวิชาการ “ถึงเวลากาสิโนในไทย ? มองปัจจุบัน ฝันถึงอนาคต”
โดยมี ศ.พิเศษวิชา มหาคุณ คณบดี คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต พล.ต.ต.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ผศ.ดร.ชิดตะวัน ชนะกุล คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รศ.ดร.นวลน้อย ตรีรัตน์ ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาปัญหาการพนัน นายวิเชษฐ์ พิชัยรัตน์ สื่อมวลชนอาวุโส และ พญ.มธุรดา สุวรรณโพธิ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศรีธัญญา ร่วมเสวนา
ผศ.ดร.ชิดตะวัน กล่าวว่า ประเทศไทยมีบริบทสังคมและเศรษฐกิจที่แตกต่างจากประเทศพัฒนาแล้ว จึงยังไม่ถึงเวลามีกาสิโนถูกกฎหมาย การศึกษาในต่างประเทศ พบว่า การมีกาสิโนถูกกฎหมายอาจจะทำให้เศรษฐกิจกระเตื้องได้สั้นๆ แต่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว และแม้ประเทศมีการบังคับใช้กฎหมายที่ดี
แต่กาสิโนถูกกฎหมายมีส่วนทำให้อาชญากรรมสูงขึ้นชัดเจน เช่น เดนมาร์ก เยอรมนี ฟินแลนด์ และเอเชีย ส่วนที่ไทยได้ศึกษาและพบว่า ประชาชนที่ได้รับเงินการช่วยเหลือจากรัฐจะมีการใช้จ่ายเกี่ยวกับการพนันเป็นปัญหาซ้ำเติมให้กับคนกลุ่มเปราะบาง
ทั้งนี้ถ้าเทียบกับสิงคโปร์ตอนมีคาสิโนถูกกฎหมายปี คศ.2005 เป็นช่วงที่ประเทศมีการเติบโต จีดีพีสูงประมาณ 3 หมื่นดอลล่าสหรัฐ ประชากรส่วนใหญ่มีคุณภาพ แต่ไทยมีจีดีพี 7 พันดอลสหรัฐ และถ้าดูการบังคับใช้กฎหมาย สิงคโปร์อยู่ลำดับ 1 ของโลก คะแนน 9.0
ส่วนไทยการบังคับใช้กฎหมายได้คะแนน 5.5 เท่านั้น เรียกว่าบริบททางสังคม เศรษฐกิจ การบังคับใช้กฎหมายคุณภาพประชาชนต่างกัน
“เรื่องการท่องเที่ยวสิงคโปร์เน้นนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ หากต่อไปมีกาสิโนถูกกฎหมายไทยจะมีครบทั้งผู้หญิง การพนัน สุรา ท้ายที่สุดเราจะดึงนักท่องเที่ยวแบบไหนเข้ามา ทำรายได้ให้ประเทศจริงหรือเปล่า” ผศ.ดร.ชิดตะวัน กล่าว
ผศ.ดร.ชิดตะวัน กล่าวต่อว่า ตนมั่นใจว่า ส.ส. ในสภาจะรักประชาชน หากจะทำสิ่งใดที่กระทบต่อประชาชน ต้องทำประชามติ ตัวอย่างฮาวายในอดีตผู้นำฮาวายไม่ยอมให้มีการพนันทุกรูปแบบเพราะจะดึงดูดนักท่องเที่ยวที่คนฮาวายไม่ต้องการ มาทำลายทรัพยากร วัฒนธรรมอันดี ปัจจุบันคนฮาวายยังยึดมั่นจุดยืนฮาวายต้องไม่มีพนันทุกชนิด
ดังนั้นสิ่งที่รัฐต้องทำคือพัฒนาทรัพยากรบุคคลให้มีคุณภาพ เมื่อคนมีคุณภาพก็จะช่วยพัฒนาประเทศให้เปลี่ยนผ่านประเทศกำลังพัฒนาเป็นประเทศที่มีรายได้สูง ไม่ใช่ให้ประชาชนติดการพนัน
ศ.พิเศษวิชา มหาคุณ กล่าวว่า ต้องศึกษาผลกระทบทางด้านสังคม ทั้งนี้มีการใช้วาทกรรมว่าเป็นสถานบันเทิงครบวงจร คนในพื้นที่จะได้รับประโยชน์ด้วย มีการลงทุน มีการสัมปทาน แต่ตามหลักสากลสูตรการคอร์รัปชั่นคือ “สัมปทานผูกขาด บวกด้วยดุลพินิจที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาด ลบด้วยการตรวจสอบคือไม่มีการตรวจสอบ” นี่คือสิ่งกังวล ปัจจุบันต้องยอมรับว่าไทยมีปัญหาเรื่องการบังคับใช้กฎหมาย แล้วจะมั่นใจได้อย่างไร
ที่จริงนักท่องเที่ยวมาเที่ยวไทยจะมองถึงธรรมชาติสวยงาม นี่ต่างหากเป็นซอฟต์พาวเวอร์ของไทย ดังนั้นต้องศึกษาผลกระทบต่างๆ ให้ละเอียดรอบคอบ โดยเฉพาะพื้นที่ที่ ส.ส. ที่สนับสนุนกาสิโนว่า ที่ผ่านมาประชาชนมีปัญหาจากการพนันอะไรอยู่บ้าง จะได้รู้กันไปว่า ส.ส. ไม่ได้สนใจคนในพื้นที่เลย
ศ.พิเศษวิชา ยืนยันว่า การเปิดกาสิโนถูกกฎหมายไม่ช่วยสกัดกั้นการพนันที่ไม่ถูกกฎหมาย อย่าเอาทัศนคติที่เห็นว่าการแก้ปัญหาสิ่งที่ผิดกฎหมาย ต้องเอาขึ้นมาอยู่บนดินให้หมด อีกหน่อยแก้ปัญหาอะไรก็ไม่ได้ก็คิดจะทำให้ถูกกฎหมายไปหมด การออกกฎหมายต้องใช้จริยธรรมอย่างยิ่ง ไม่ขัดแย้งกับความสงบเรียบร้อย ศีลธรรมอันดี
พล.ต.ต.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ กล่าวว่า ตอนนี้ยังเป็นช่วงเปลี่ยนผ่าน และการสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจ ยังอยู่ในช่วงการศึกษาซึ่งอาจจะมีเวลาน้อย แต่เราดูหมดทั้งข้อดีและผลกระทบทั้ง 6 ด้าน ออกมาเป็นรายงาน อย่างไรก็ตาม ครม. มีมติ เมื่อวันที่ 9 เมษายนที่ผ่านมา
ให้ตั้งคณะทำงานศึกษาเพิ่มเติมใน 30 วัน ก่อนเสนอกลับเข้า ครม. และยกร่างพระราชบัญญัติโดยกฤษฎีกา เสนอต่อสภาเพื่อพิจารณา เรามีร่างกฎหมาย 86 มาตรา
โดยเอารูปแบบผลกระทบ มาตรการกลไกที่ควรจะมี ยกตัวอย่างสิงคโปร์ในการควบคุมและการรักษาผู้ป่วยต่างๆ ประชาชน สามารถลงชื่อ 10,000 รายชื่อยกร่างกฎหมายเข้าไปประกบได้ ซึ่งจะมีการอภิปรายประมาณเดือนกรกฎาคม 2557 รวมถึงสามารถรณรงค์ให้เห็นถึงปัญหาต่างๆ อย่างชัดเจนได้
“ถ้าทำประชามติ ผมยืนยันได้ว่า คนทั้งประเทศไม่เอาอยู่แล้ว มีเพียงคนส่วนน้อยที่เอา ส่วนการบังคับใช้กฎหมาย รัฐต้องเข้มงวดโดยเฉพาะเว็บการพนัน ซึ่งปัจจุบันเข้าถึงได้ง่ายเพราะมีระบบอัลกอริทึม ไม่มีการปิดกั้นการโฆษณา ดังนั้นสิ่งที่ทำต่อคือติดตาม หรือจะค้านก็ไปที่ ครม. ให้ชะลอ ถ้าชะลอไม่ได้ ก็คือให้เลื่อนคาสิโนออกไปก่อน” พล.ต.ต.สุพิศาล กล่าว
พญ.มธุรดา สุวรรณโพธิ์ กล่าวว่า วันนี้คิดว่าถึงเวลาที่ทุกคนต้องมานั่งคุยกัน เพราะหลีกเลี่ยงไม่ได้ เหมือนเป็นนโยบายเชิงเศรษฐกิจนำด้านอื่นๆ ทุกฝ่ายจึงต้องช่วยกันรับมือ ทั้งนี้ องค์การอนามัยโลกได้กำหนดให้การเสพติดการพนันเป็นโรคชนิดหนึ่ง และมากกว่าการติดสารเพสติด เพราะเป็นการติดใจ ติดความรู้สึก ยิ่งเดิมพันเยอะยิ่งอยากเอาคืน กระบวนการคิดจะเสียไป
โดย 2 ใน 10 ที่เล่นการพนันต้องมาพบแพทย์เพื่อบำบัด เพราะไม่สามารถเอาตัวเองออกจากวังวนนี้ได้ ขณะนี้กระทรวงสาธารณสุขได้สั่งยาสำหรับการเลิกเหล้าที่ใช้ในการรักษาโรคติดการพนันด้วยตัวเลขคนติดพนันที่เข้าถึงบริการมีหลักแสนคนในปัจจุบัน
ดังนั้นการทำกาสิโนถูกกฎหมายเพื่อแก้ปัญหาการพนันผิดกฎหมาย ถือเป็นสิ่งที่ท้าทายความสามารถของเจ้าหน้าที่ตำรวจมาก ว่าการพนันผิดกฎหมายจะลดลงได้จริงหรือไม่ ถ้าการปราบบ่อนผิดกฎหมายข้างนอกยังทำได้ไม่ดี ยาบำบัดโรคติดพนันที่เตรียมไว้คงไม่พอ
รศ.ดร.นวลน้อย ตรีรัตน์ กล่าวว่า หลายประเทศ ความสำเร็จของกาสิโนอยู่ที่การวางแผนที่ดี ปัญหาทางสังคมและปัญหาต่างๆ ที่จะตามมามีเยอะมาก รายงานฉบับนี้ออกมาท่ามกลางบรรยากาศที่ทุกคนเห็นว่าผ่านแล้วมีเลย ถือว่าเป็นเรื่องอันตราย
ประเทศไทย ยังไม่พร้อมมีกาสิโน เพราะมีขาดความพร้อมในหลายด้าน ในรายงานการศึกษาของกมธ.พบว่า พยายามใช้ 2 คำสลับกันคือคำว่าสถานบริการครบวงจรและคำว่าคาสิโน หากอยากจะโชว์ตัวเลขว่าได้เงินเยอะ ก็จะพูดในภาพรวมว่าเป็นสถานบริการครบวงจร
เช่น มีการจ้างงานคนกว่า 20,000 คน แต่ไม่มีรายละเอียดว่าทำอะไรบ้าง และแม้ในรายงานยอมรับว่า มีผลกระทบกับสังคมในด้านต่างๆ แต่มักพูดถึงแต่ข้อดี ไม่พูดข้อเสีย และอย่าลืมว่า ที่สิงคโปร์ ทำสถานบริการครบวงจรสำเร็จที่สร้างเงินไม่ใช่กาสิโน
กาสิโนเป็นแค่ส่วนหนึ่งของสถานบริการครบวงจรและมีการปรับกฎหมายควบคุมเข้มงวด เงินจากคนต่างชาติ 70% คนในประเทศ 30% ดังนั้น กาสิโนที่คนเล่นส่วนใหญ่เป็นคนในประเทศ ปัญหาก็อยู่ในประเทศ
รศ. ดร.นวลน้อย กล่าวต่อว่า ในรายงานมีการประเมินว่ามีนักท้องเที่ยวต่างชาติ 20% เท่านั้น อีก 80% เป็นคนในประเทศ ศูนย์ฯ มีการสำรวจปัญหาการพนันทุก 2 ปี ล่าสุดปี 2566 พบ คนที่มีปัญหาได้รับผลกระทบจากการพนันและติดพนันมีประมาณ 20% ถ้าดูเฉพาะคนที่เข้ากาสิโน จะพุ่งขึ้นเป็น 30%
ขณะที่ภาษีที่เก็บจากกาสิโนจะได้เพียง 10-15% แล้วต้องเอาเงินภาษีไปดูแลคนกว่า 30% สิ่งนี้ไม่มีใครพูดถึง ส่วนรายงานของคณะกรรมาธิการฉบับที่แล้วมีการทำสำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อการเปิดสถานบันเทิงครบวงจรเอาไว้ ประชาชนเห็นด้วยว่าควรมีเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็ก ถ้าเป็นห้างหรือโรงแรมเห็นด้วย 80-90%
แต่พอเป็นกาสิโนการเห็นด้วยตกลงมาที่ 30% และการสำรวจสถานการณ์การพนันในสังคมไทยที่ผ่านมาของศูนย์ศึกษาปัญหาการพนัน สัดส่วนคนที่ไม่เห็นด้วยให้มีกาสิโนถูกกฎหมายอยู่ที่ประมาณ 52% มาตลอด ส่วนที่เห็นด้วยประมาณเกือบ 30% อีกส่วนหนึ่งยังตัดสินใจไม่ได้ ดังนั้น ยืนยันว่า ต้องมีการศึกษาอย่างละเอียด ต้องทำประชามติ เพราะไม่ใช่เรื่องคนใดคนหนึ่ง คนไม่เล่นก็ได้รับผลกระทบด้วย