ยอมรับว่าโกหก เพื่อนบ้านแสบ สารภาพ กุเรื่องปาคางคก สาดน้ำกรด จนทำให้ผู้เสียหายอยู่ไม่ได้ ต้องประกาศขายบ้านที่อยู่มา 30 ปี ไปซื้อบ้านใหม่ ศาลสั่งปรับ 5 พัน

จากเหตุการณ์ข้อพิพาษระหว่างเพื่อนบ้านที่ปลูกบ้านติดกัน ก่อนผิดใจกันเรื่องการต่อเติมจนนำไปสู่การแจ้งความกล่าวว่าอีกฝ่ายลอบปาคางคกใส่บ้านไม่ต่ำกว่า 50 ตัว จนนำไปการฟ้องร้องดำเนินคดีในชั้นศาลแขวงจังหวัดนนทบุรี

นนทบุรี : วันที่ 29 พ.ค.67 ที่ศาลแขวงจังหวัดนนทบุรี นัดอ่านคำตัดสินคดีดังกล่าว โดยฝ่ายจำเลยให้การรับสารภาพว่ากุเรื่องด้วยข้อมูลอันเป็นเท็จขึ้นมา โดยให้ข่าวทำให้เกิดความเสียหายกับคู่กรณีจริง ภายหลังฟังคำตัดสินของศาล นายปัญจเทพ (สงวนนามสกุล) อายุ 64 ปี และ นางศิรินทร์ทิพย์ (สงวนนามสกุล) อายุ 60 ปี สองสามีภรรยา ฝ่ายโจทก์ ซึ่งเป็นผู้เสียหาย ยื่นฟ้องตรงกับศาลแขวง

นายปัญจเทพ เปิดเผยว่า ฝ่ายจำเลยคือนางกุ้ง คู่กรณีให้การรับสารภาพต่อศาลว่าสร้างเรื่องอันเท็จขึ้นมาเพื่อให้ข่าวใส่ร้ายป้ายสีครอบครัวตนกับนักข่าว จึงมีความผิดตามที่ฝ่ายตนฟ้องไป โดยนางกุ้งไปแจ้งความกล่าวหาตนว่า ตนนำคางคกไปปาใส่บ้านหลายสิบตัวบ้าง สาดน้ำกรดใส่บ้าน โรยตะปูเรือใบ หรือแม้กระทั่งชักปืนมาข่มขู่ เมื่อวันที่ 7 ก.พ.66

แต่ตนกับครอบครัวเลือกที่จะเงียบไม่ตอบโต้ออกสื่อ เพราะหวังพึ่งกระบวนการความยุติธรรมในชั้นศาลแทน เอาความจริงมาสู้กันในชั้นศาล แต่มาถึงวันนี้ศาลตัดสินหลังจากที่คู่กรณีให้การรับสารภาพว่าเรื่องทั้งหมดเป็นเรื่องโกหก ไม่มีมูลความจริงใดๆเลย

แต่ตนกับครอบครัวกับถูกสื่อหลักต่างๆ ออกข่าวไปฝ่ายเดียวจนทำให้ได้รับความเสียหาย โดยที่ไม่ได้ตรวจสอบหาความจริง สร้างความเสียหาย เสื่อมเสียชื่อเสียงกับครอบครัวตนครอบครัวเราเป็นฝ่ายถูกกระทำ แต่คู่กรณีชิงรับสารภาพ ศาลสั่งปรับเงิน 10,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คือค่าปรับ 5,000 บาท แต่ครอบครัวตนต้องขายบ้านหนีเพื่อนบ้านคู่กรณีรายนี้ไปอยู่ที่อื่น เพราะเกรงจะไม่ปลอดภัยในชีวิต

นายปัญจเทพ กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาตนเองกลับครอบครัวถูกคู่กรณีตามคุกคามมาโดยตลอดจนต้องขายบ้านย้ายหนี หลังจากตกเป็นข่าวได้ประมาณ 1 เดือน จากบ้านที่ปลูกอยู่อาศัยมานานกว่า 30 ปี ต้องอพยพย้ายไปอยู่ที่ใหม่ ซื้อบ้านใหม่ จากข่าวที่ไม่มีมูลความจริง

แต่ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับครอบครัวตนไม่ได้รับการเยียวยา ทั้งๆที่เสื่อมเสียชื่อเสียงไปแล้ว และยังต้องขายบ้านทิ้งในราคาถูกกว่าราคาตลาดเพื่อย้ายไปซื้อบ้านหลังใหม่แทน จากการสร้างหลักฐานเท็จและเต้าข่าว ยอมรับผิดหวังในคำตัดสิน

ด้าน นางศิรินทร์ทิพย์ ผู้เสียหายฝ่ายโจทก์ เปิดเผยว่า หลังฟังคำตัดสินของศาลแล้ว อยากขอคืนบัตรประชาชน ไม่อยากอยู่เมืองไทย เหมือนไม่ได้รับความยุติธรรม ตนกับครอบครัวเลือกที่จะเงียบมาโดยตลอดนับตั้งแต่เกิดเรื่องปีกว่า ครอบครัวตนไม่เคยสร้างความเดือดร้อนให้ใคร ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยลงโทษคนผิดแทน

เพราะครอบครัวตนได้รับความเดือดร้อน เสียหาย แต่คนกุข่าวถูกปรับเพียง 5,000 บาท ทำให้เราต้องสูญเสียบ้าน ซึ่งเป็นเรือนหอปลูกอยู่กันมานานกว่า 30 ปี ต้องขายทิ้งย้ายไปหาซื้อบ้านหลังใหม่อยู่แทนเพราะทนอยู่ที่เดิมไม่ไหว คู่กรณีไปกุข่าวสร้างเรื่องว่าตนนำคางคกไปปาใส่บ้านทุกวัน

ทั้งที่ไม่เป็นความจริง สุดท้ายศาลสั่งปรับ โดยที่เขาไม่มีท่าทีสำนึกผิด หรือมากล่าวขอโทษครอบครัวตนสักคำ ทั้งๆ ที่ทำให้ครอบครัวตนเดือดร้อน อย่างไรก็ตามตนกับครอบครัวจะขอปรึกษากับ ทนายเดชา กิตติวิทยานันท์ ซึ่งเป็นทนายที่ดูแลคดีนี้ให้กับครอบครัวตนอีกครั้ง ว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป

ด้านทนายความที่เดินทางมาฟังคำตัดสินด้วย กล่าวว่า ฝ่ายจำเลยคู่กรณีให้การรับสารภาพในชั้นสืบพยานว่า ได้สร้างเรื่องเท็จขึ้นมาเพือใส่ร้ายฝ่ายโจทก์จริง จึงมีความผิดตามที่ฝ่ายโจทก์ยื่นฟ้องร้อง โดยศาลใช้ดุลยพินิจมองว่าเป็นความผิดไม่ร้ายแรง ประกอบกับจำเลยชิงรับสารภาพจึงเหลือแค่โทษปรับ 10,000 บาท รับสารภาพลดโทษให้อีกกึ่งหนึ่งเหลือเพียงปรับ 5,000 บาทเท่านั้น

จากที่ก่อนหน้านี้ฝ่ายจำเลยให้การปฏิเสธขอต่อสู้มาโดยตลอด ทำให้ทางฝ่ายโจทก์ลูกความของตนยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายไปคนละ 3 แสนบาท ซึ่งหลังจากนี้ก็อยู่ที่ลูกความของตนว่าจะดำเนินการอย่างไรโดยใช้คำตัดสินของศาลฟ้องเอาผิดกับสื่อที่นำเสนอให้เกิดความเสียหายต่อไป

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน