ปลัดมท.พร้อมด้วยนายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย ลงพื้นที่ติดตามความพร้อมแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ สระสิงโต วัดกลาง พระอารามหลวง จ.บุรีรัมย์ เพื่อประกอบพิธีทำน้ำพระพุทธมนต์ศักดิ์สิทธิ์ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคล เฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567

เมื่อวันที่ 6 มิ.ย.ที่วัดกลาง พระอารามหลวง ต.ในเมือง อ.เมืองบุรีรัมย์ จ.บุรีรัมย์ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยนางวันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย ลงพื้นที่ติดตามความพร้อมแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์เพื่อประกอบพิธีทำน้ำพระพุทธมนต์ศักดิ์สิทธิ์ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคล เฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 โดยได้รับเมตตาจากพระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณพระธรรมวชิรสุตาภรณ์ เจ้าคณะจังหวัดบุรีรัมย์ เจ้าอาวาสวัดกลาง พระอารามหลวง นำเยี่ยมชมพร้อมเล่าประวัติความเป็นมาโดยสังเขป

พระธรรมวชิรสุตาภรณ์ กล่าวว่า บ่อน้ำแห่งนี้มีชื่อว่า บ่อน้ำสระสิงโต สันนิษฐานว่าบริเวณนี้ในอดีตเป็นป่าที่มีสิงโตอาศัยอยู่ จึงเป็นที่มาการตั้งชื่อว่า สระสิงโต ในส่วนของตำนานแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ของสระสิงโตแห่งนี้ ตามตำนานเล่าว่าพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช องค์ปฐมกษัตริย์แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ เสด็จพระราชดำเนินยาตราทัพมาพักอยู่ที่เมืองบุรีรัมย์ และมีการประกอบพิธีดื่มน้ำพระพิพัฒน์สัตยา ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีการตักน้ำในสระสิงโตไปประกอบพิธีเสกน้ำในอุโบสถซึ่งประดิษฐ์สถานหลวงพ่อโต เพื่อเชิญไปทูลเกล้าทูลกระหม่อม ถวายเนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก และพระราชพิธีที่สำคัญ ซึ่งได้ปฏิบัติมาจวบจนถึงรัชกาลปัจจุบัน นอกจากนี้ น้ำในบ่อน้ำแห่งนี้เป็นน้ำที่ใช้อุปโภคบริโภคของประชาชนทั้งเมืองบุรีรัมย์ในอดีตที่ยังไม่มีน้ำประปา และประชาชนก็จะตักน้ำไปขอพรจากหลวงพ่อโต ใช้ดื่ม ใช้อาบเพื่อความเป็นสิริมงคล เพราะบริเวณโดยรอบสระแห่งนี้ มีสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ประจำจังหวัดบุรีรัมย์ นับเนื่องแต่ศาลหลักเมือง และพื้นที่ใต้วัดกลาง พระอารามหลวงแห่งนี้ กรมศิลปากรสันนิษฐานว่าน่าจะเป็น ศาสนสถาน ปราสาทขอมดั้งเดิม และในส่วนของอุโบสถหลังนี้ ก็เป็นหลังที่ 2 เพราะเดิมนั้นเป็นอุโบสถไม้ ต่อมาพระมหาสุพจน์ โชติญาโณ อดีตเจ้าอาวาส รูปที่ 8 ได้ริเริ่มก่อสร้างอุโบสถหลังใหม่ แต่การยังไม่แล้วเสร็จ ท่านก็มรณภาพลง อาตมภาพมารับตำแหน่งเจ้าอาวาสสืบต่อจากท่าน จึงได้สานต่อกระทั่งสำเร็จลุล่วง

นายสุทธิพงษ์ กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยได้รับมอบหมายจากรัฐบาลให้ดำเนินการจัดพิธีทำน้ำพระพุทธมนต์ศักดิ์สิทธิ์ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคล เฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 ซึ่งกระทรวงมหาดไทยได้แจ้งให้ทุกจังหวัด สำรวจและบำรุงรักษาแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ แหล่งน้ำที่เคยใช้ทำน้ำอภิเษกในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเมื่อปี 2562 ให้คงอยู่ในสภาพที่ใสสะอาด พร้อมทั้งดำเนินการพัฒนาภูมิทัศน์โดยรอบให้มีความเป็นระเบียบเรียบร้อย สวยงาม มีความพร้อมที่จะนำน้ำไปประกอบพระราชพิธีสำคัญ ซึ่งนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และรมว.มหาดไทย ได้มอบนโยบายและเน้นย้ำให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด ดำเนินการเตรียมความพร้อมในการจัดทำน้ำพระพุทธมนต์ศักดิ์สิทธิ์ของ 76 จังหวัดทั่วประเทศให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและสมพระเกียรติ

นายสุทธิพงษ์ กล่าวต่อว่า เนื่องในโอกาสมหามงคลที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะทรงเจริญพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 จึงเป็นโอกาสที่พสกนิกรไทยทุกคนจะมีโอกาสได้หลอมรวมพลังแห่งความรู้รักสามัคคี และความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ด้วยการร่วมทำกิจกรรมพัฒนา ทำนุบำรุงแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ของจังหวัดให้สะอาด สวยงาม ปรับปรุงและพัฒนาให้เป็นสถานที่แห่งประวัติศาสตร์ เพื่อให้พี่น้องประชาชน เด็ก เยาวชน นักเรียน นิสิต นักศึกษา ได้เข้ามาศึกษาเรียนรู้สถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ของชาติไทย อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยว ซึ่งจะเป็นการยกระดับศักยภาพของจังหวัด เพิ่มขีดความสามารถด้านสินค้าและบริการและศักยภาพการแข่งขันของประเทศ สมกับการเป็นแหล่งน้ำสำคัญของชาติ ที่จะทำให้ประชาชนได้ร่วมกันดูแลรักษาให้คงอยู่คู่กับประเทศไทย เมื่อสังคมดี เศรษฐกิจดี คุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนก็จะได้รับการพัฒนาให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน

นายสุทธิพงษ์ กล่าวอีกว่า สำหรับพิธีทำน้ำพระพุทธมนต์ศักดิ์สิทธิ์ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคล เฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 จะมีการประกอบพิธีโดยพร้อมเพียงกันทั่วประเทศ ได้แก่ พิธีพลีกรรมตักน้ำ ณ แหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ของทุกจังหวัด ในวันที่ 4 ก.ค.ฤกษ์เวลา 14.59 น. พิธีเสกทำน้ำพระพุทธมนต์ศักดิ์สิทธิ์ ในวันที่ 7 ก.ค.ฤกษ์เวลา 17.09 น. พิธีเวียนเทียนสมโภชน้ำ พระพุทธมนต์ศักดิ์สิทธิ์ ในวันที่ 8 ก.ค.ฤกษ์เวลา 12.00 น. และการเชิญคนโทน้ำพระพุทธมนต์ศักดิ์สิทธิ์ ไปเก็บรักษาไว้ที่กระทรวงมหาดไทย ในวันที่ 14 ก.ค. จากนั้นในวันที่ 25 ก.ค.เวลา 07.00 น. จะเป็นการเชิญน้ำพระพุทธมนต์ศักดิ์สิทธิ์จากกระทรวงมหาดไทย ไปยังวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เพื่อจัดพิธีเสกน้ำพระพุทธมนต์ศักดิ์สิทธิ์ บริเวณพระอุโบสถ ตามฤกษ์เวลา 16.30 น. และในวันที่ 28 ก.ค.ฤกษ์เวลา 06.35 น. จะจัดริ้วขบวนเชิญน้ำพระพุทธมนต์ศักดิ์สิทธิ์จากพระอุโบสถวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ไปยังพระที่นั่งอัมรินทรวินิจฉัยในพระบรมมหาราชวัง โดยในการเชิญน้ำพระพุทธมนต์ศักดิ์สิทธิ์ จะมีขบวนธงตราสัญลักษณ์พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 จากจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศทั้ง 10 เส้นทาง เส้นทางละ 72 คันธง รวม 720 คันธง ที่พี่น้องประชาชนชาวไทยทั่วทั้งประเทศได้ร่วมกิจกรรมเดิน วิ่ง ปั่น และเฉลิมฉลอง มาร่วมในริ้วขบวนด้วย

“จ.บุรีรัมย์โชคดีที่สระน้ำศักดิ์สิทธิ์ตั้งอยู่ในร่มกาสาวพัสตร์ใต้บวรพระพุทธศาสนา ซึ่งมีพระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณพระธรรมวชิรสุตาภรณ์ ผู้เป็นหลักชัยของพุทธศาสนิกชนจ.บุรีรัมย์ เมตตาทำนุบำรุงดูแลรักษาและให้การอุปถัมภ์สนับสนุนในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การประกอบพิธีพลีกรรมตักน้ำ พิธีเสกน้ำพระพุทธมนต์ศักดิ์สิทธิ์ในอุโบสถวัดกลาง พระอารามหลวง อันมีหลวงพ่อโต พระประธานอุโบสถอันศักดิ์สิทธิ์และเก่าแก่กว่า 500 ปี โดยวัดกลาง พระอารามหลวงแห่งนี้ ล้วนประกอบและรายรอบไปด้วยสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ทั้งสระน้ำศักดิ์สิทธิ์ หลวงพ่อโตศักดิ์สิทธิ์ และอยู่ชิดติดกับศาลหลักเมืองบุรีรัมย์อันศักดิ์สิทธิ์ อันเป็นเครื่องบ่งชี้ให้เห็นว่าจุดที่ตั้งของสระน้ำศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้เป็นแหล่งที่พี่น้องประชาชนชาวบุรีรัมย์เชื่อถือมาหลายร้อยปี ทั้งเรื่องการอุปโภคบริโภค และการกระทำพิธีสำคัญในชีวิตล้วนแต่ใช้น้ำจากสระแห่งนี้ จึงต้องขอกราบขอบพระคุณพระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณพระธรรมวชิรสุตาภรณ์ ผู้เป็นหลักชัยทำให้พิธีอันสำคัญในครั้งนี้ได้เกิดการหลอมรวมใจ ของพสกนิกรชาวบุรีรัมย์ผู้จงรักภักดี เพื่อน้อมถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 ด้วยความภาคภูมิใจของคนบุรีรัมย์โดยพร้อมเพียงกัน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน