กรมวิชาการเกษตร ประชุมหน่วยงานด้านพืช หลัง FAO ถามท่าทีไทย 20 ปี ยังไม่ลงสัตยาบันสนธิสัญญาด้านทรัพยากรพืชอาหารและการเกษตร
นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เป็นประธานเปิดการประชุม เรื่อง สนธิสัญญาระหว่างประเทศ ว่าด้วยทรัพยากรพันธุกรรมพืชเพื่ออาหารและการเกษตร (International Treaty on Plant Genetic Resources for Food and Agriculture, ITPGRFA)

โดยมี ดร.แดเนียล แมนเซลล่า ผู้แทนจากองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ด้านสนธิสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยทรัพยากรพันธุกรรมพืชเพื่ออาหารและการเกษตร ให้ความรู้ในรายละเอียดสนธิสัญญาในโอกาสมาติดตามความคืบหน้าต่อท่าทีของไทยหลังจากได้ลงนามในสนธิสัญญาระหว่างประเทศดังกล่าว เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2545 (ค.ศ. 2002) แต่ยังไม่ได้ให้สัตยาบัน ขณะที่ปัจจุบันมีประเทศที่เป็นภาคีสนธิสัญญาฯแล้ว 151 ประเทศ
โดยมี นายโบ โจว ผู้แทน FAO ภาคพื้นเอเชียและแปซิฟิก ( FAO Regional Office for Asia and the Pacific) ประจำประเทศไทยเข้าร่วมด้วย ขณะที่ทางไทยมีตัวแทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านพืชและอาหารเข้าร่วมประชุมด้วย เพื่อนำข้อหารือไปกำหนดท่าทีระดับกรม เพื่อเสนอต่อระดับนโยบายต่อไป
“ดร.แดเนียล ได้ให้ความรู้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านพันธุกรรมพืชอาหารและการเกษตรของไทยต่อสนธิสัญญาดังกล่าว และแลกเปลี่ยนความเห็นกัน รวมถึงการตอบข้อกังวลหากไทยจะลงสัตยาบัน ซึ่งได้รับคำชี้แจงว่า กรณีชนิดพืชที่จะเข้าตามความร่วมมือดังกล่าวนั้นให้เป็นไปตามที่แต่ละประเทศต้องการภายใน 64 รายการของเอฟเอโอ
ดังนั้นกรณีพืชพื้นเมือง หรือพืชอ่อนไหวแต่ละประเทศสามารถที่จะสงวนสิทธิ์ได้ ในภาวะความแปรปรวนทางภูมิอากาศของโลกการลงนามสัตยาบันน่าจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศต่างๆที่จะสามารถศึกษาวิจัยให้ได้พืชเพื่อรับมือภาวะเหล่านั้น เพื่อความมั่นคงด้านพืชอาหารและการเกษตรของโลกในอนาคต
ดังนั้นกรมจึงได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณาเรื่องดังกล่าวเพื่อประสานความร่วมมือของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก่อนที่จะเสนอต่อกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงต่างประเทศ เพื่อพิจารณากำหนดท่าทีต่อไป ”นายรพีภัทร์กล่าว

ทั้งนี้หลักการและสาระสำคัญของ ITPGRFA คือ การอนุญาตให้เข้าถึงทรัพยากรพันธุกรรมพืช จำกัดอยู่เฉพาะวัตถุประสงค์ 3 ประการ ประกอบด้วย 1. เพื่อการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ 2. การปรับปรุงพันธุ์ และ3.การอนุรักษ์ทรัพยากรพันธุกรรมพืช เป้าหมายเพื่อการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ทรัพยากรนั้นอย่างเป็นธรรมและเท่าเทียม และสอดคล้องกับอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ
โดยสนธิสัญญาฯกำหนดให้มีการจัดตั้งระบบพหุภาคีเพื่อการเข้าถึงและแบ่งปันผลของทรัพยากรพันธุกรรมพืช ครอบคลุมทรัพยากรพันธุกรรมพืชตามบัญชีรายชื่อ 64 รายการ ที่ระบุไว้ในภาคผนวกที่ 1 ของสนธิสัญญาฯ โดยทรัพยากรเหล่านี้ต้องเป็นสมบัติสาธารณะและอยู่ภายใต้การจัดการและควบคุมของรัฐบาลภาคีสมาชิก
สำหรับในการประชุมครั้งนี้มีหน่วยงานภาครัฐและสถาบันวิชาการที่เกี่ยวข้อง อาทิ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กรมการข้าว กรมปศุสัตว์ กรมหม่อนไหม สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และหน่วยงานภายใต้เครือข่ายโครงการศูนย์ทรัพยากรพันธุกรรมพืชแห่งชาติ (NPGRC) สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ กรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เป็นต้น

รวมถึงรูปแบบการประชุมทางไกลผ่านระบบ Web Conference (Zoom) ได้มีการอภิปรายอย่างกว้างขวาง โดยจะมีการประสานงานกันผ่านกรรมการในระดับกรมเพื่อทำข้อมูลเสนอฝ่ายนโยบายต่อไป.