สามี เผยบทสนทนาสุดท้าย ก่อนรู้ข่าวภรรยาถูก คาร์บอมบ์ เสียชีวิต ปลอมลูก 3 คนสุดเศร้า “วันที่รอยยิ้มหายไป ถึงแม่จะไม่อยู่แล้ว พ่อยังอยู่” จำแหวนได้แม่น
จากกรณีคนร้ายลอบวางระเบิดแสวงเครื่องประกอบในรถยนต์ (คาร์บอมบ์) บริเวณหน้าแฟลตที่พักข้าราชการตำรวจ สภ.บันนังสตา จ.ยะลา เมื่อช่วงเช้าวันที่ 30 มิ.ย.ที่ผ่านมา เป็นเหตุให้ นางรอกีเยาะห์ สาระนะ อายุ 45 ปี ครูโรงเรียนตาดีกา เสียชีวิต 1 ราย และมีผู้บาดเจ็บอีก 21 ราย ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น
ล่าสุดวันที่ 2 ก.ค.2567 นายมูฮามัดอับกา สะมะแล สามี น.ส.รอกีเยาะห์ สาระนะ เปิดเผยตอนหนึ่งด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า “มันทำใจไม่ได้ มันเกิดขึ้นเร็วมาก ไม่คิดว่าจะเป็นคนในครอบครัวเรา ตอนนี้ยังไม่วางแผนว่าจะทำยังไงต่อไป ขอทำใจให้ได้ก่อน บอกกับลูกๆ ให้ทำใจ ปลอบลูกว่าไม่เป็นไร พ่อยังอยู่ ถึงแม้แม่จะไม่อยู่แล้ว พ่อยังอยู่”
นายมูฮามัดอับกา เล่าเรื่องราวของตนเองกับภรรยาให้ฟังว่า แต่งงานอยู่กินกันมา 16 ปี มีลูกด้วยกัน 3 คน ลูกชายคนโตเรียนอยู่ ม.4 ลูกสาวคนกลาง อยู่ ม.1 และลูกสาวคนเล็ก ยังอยู่ชั้นประถม ตนทำงานก่อสร้าง
ส่วนครูรอกีเยาะห์ เสาร์-อาทิตย์ จะไปสอนเด็ก ๆ ที่ตาดีกา มีลูกศิษย์มากมาย ลูกศิษย์บางคนอายุ 30 กว่าแล้วก็มี ครูรอกีเยาะห์ เป็นคนชอบช่วยเหลือคนอื่น และมีน้ำใจกับทุกคน
- อ่านข่าว : คุมตัวผู้ช่วยช่างโยธาสอบ ปมรถอบต.โดนฉกทำคาร์บอมบ์ ระเบิดหน้าแฟลตตำรวจ
- อ่านข่าว : เปิดภาพความเสียหาย คาร์บอมบ์ หน้าแฟลตตำรวจ ไฟคลอกดับ1 เจ็บอื้อ
- อ่านข่าว : ด่วน คาร์บอมบ์ หน้าแฟลตตำรวจ เสียงดังสนั่น บาดเจ็บระนาว ไฟคลอกดับ1
วันเกิดเหตุ วันนั้นที่ตาดีกามีกิจกรรมมีเด็กมานอนพักค้างคืน ซึ่งป็นวันสุดท้ายของกิจกรรม ครูรอกีเยาะห์ อาสาออกไปซื้อของมาทำกับข้าวเลี้ยงเด็ก ๆ ก่อนจะออกไปได้โทรมาบอกให้ตนช่วยขูดมะพร้าว เพื่อเตรียมจะทำของหวานเลี้ยงเด็ก ๆ ที่ตาดีกา แล้วจึงขับรถจักรยานยนต์ออกไป และนั่นก็คือบทสนทนาครั้งสุดท้ายระหว่างตนกับภรรยา
จากนั้นเวลาประมาณ 10.00 น. ตนได้ยินเสียงระเบิด ตอนนั้นทำงานอยู่ที่มัสยิด เห็นควันลอยพุ่งออกมาบนท้องฟ้า ตอนแรกไม่นึกไม่คิดว่าจะเป็นแฟนตัวเอง มารู้ว่าใช่ เพราะเพื่อนข้างบ้านมาบอกว่า รถจักรยานยนต์ที่ตนซื้อต่อไปนั้น เกิดเหตุระเบิด
เพื่อนถามว่าใครขับไป ตอนนั้นจึงได้รู้ว่า ไม่มีใครอื่นนอกจากภรรยาของตน จึงโทรศัพท์ไปหา โทรเท่าไรก็โทรไม่ติด คิดแล้วว่าต้องเกิดเรื่องแล้วแน่ ๆ จึงรีบไปโรงพยาบาล ระหว่างทางในใจก็ยังนึกแต่เพียงว่า น่าจะโดนแค่สะเก็ดระเบิดเท่านั้นเอง
เมื่อไปถึงโรงพยาบาลก็รีบไปดูที่ห้องฉุกเฉินก็ไม่เจอ หาไปทั่วโรงพยาบาลก็ไม่พบภรรยา จนไปถามเจ้าหน้าที่ เขาเลยเอารูปรถคันที่โดนระเบิดมาให้ดู พอเห็นเท่านั้น จึงรู้ว่า ใช่แล้วคนในภาพคือ ภรรยาเรา
เจ้าหน้าที่บอกว่าที่ร่างคนตายมีแหวนอยู่ 1 วง จำได้ไหมว่าแหวนเป็นแบบไหน ตัวเองจำได้แม่น เลยบอกว่า แหวนเป็นแบบไหน มันยิ่งยืนยันว่า ใช่แน่แล้วเป็นแฟนของเราจริง ๆ
ถ้าจะถามว่า จนถึงตอนนี้รู้สึกยังไง มูฮามัดอับกา บอกกับเราว่า มันทำใจไม่ได้ มันเกิดขึ้นเร็วมาก ไม่คิดว่าจะเป็นคนในครอบครัวเรา ตอนนั้นทำได้เพียงโทรกลับไปบอกลูก บอกกับลูกให้ทำใจ มะมาไม่อยู่แล้วนะ สงสารก็แต่ลูกทั้ง 3 คน จนถึงตอนนี้ก็ยังร้องไห้ไม่หยุด ตนได้แต่ปลอบลูกว่า ไม่เป็นไร พ่อยังอยู่ ถึงแม้ว่าแม่จะไม่อยู่แล้ว แต่พ่อยังอยู่
“อยากจะฝากถึงผู้ที่ก่อเหตุ หากจะคิดทำอะไร ขอให้คิดรอบคอบ คิดถึงผลเสีย ผลร้ายที่จะตามมา มันมีแต่ความสูญเสียที่ไม่อาจประเมินค่าได้ การกระทำต่อมนุษย์ด้วยกัน มันคือ บาปมหันต์ ที่มิอาจลบล้างได้” มูฮามัดอับกา กล่าวทิ้งท้ายด้วยแววตาหมองเศร้า
รอยยิ้มสดใส ภาพถ่ายของครอบครัวในวันฮารีรายอปีที่ผ่านมาของครอบครัว น.ส.รอกีเยาะห์ จากนี้ไปคงเหลือแค่เพียงภาพในความทรงจำเท่านั้น เพราะวันนี้รอยยิ้มกลับถูกแทนที่ด้วยน้ำตาแห่งความสูญเสีย
การสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักของครอบครัวผู้ได้รับผลกระทบจากการก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ อย่างครอบครัว ครูรอกีเยาะห์ ไม่ใช่กรณีแรกที่เกิดขึ้น อีกกี่ความตาย กี่การสูญเสียของประชาชนผู้บริสุทธิ์ ที่ต้องตกเป็นเหยื่อของการก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่
วังวนที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้จะถูกชดเชยเยียวยาสักเพียงใด แต่เงินเท่าไหร่ก็ไม่อาจทดแทนชีวิตและโอกาสที่สูญเสียไปของพวกเขาเหล่านั้นได้ สุดท้าย สิ่งที่น่าแปลกใจ นั่นคือ เหตุอันใดทุกครั้งที่ประชาชนผู้บริสุทธิ์เสียชีวิต กลับไม่มีองค์กรสิทธิ์ใด ๆ ออกมาเรียกร้องความยุติธรรมให้แก่ครอบครัวพวกเขาเหล่านั้นเลยแม้แต่ครั้งเดียว