สผ. ผนึก สคทช. ขยายฐานความร่วมมือ
เรียนรู้ – ลงมือปฏิบัติ – แลกเปลี่ยนข้อมูลจากเครือข่ายในพื้นที่
เมื่อวันที่ 8 ก.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงวันที่ 5 – 6 ก.ค. 2567 สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ร่วมมือกับ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (สคทช.) จัดโครงการ “สผ. X สคทช. ก้าวด้วยกันไปได้ไกลกว่า เพื่อสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน” ณ วนอุทยานปราณบุรี ต.ปากน้ำปราณ อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ และโรงแรม เดอะ รีเจ้นท์ ชะอำ บีช รีสอร์ท จ.เพชรบุรี
โดยมีนายประเสริฐ ศิรินภาพร เลขาธิการ สผ. และ ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ผอ.สคทช. ร่วมลงพื้นที่กับผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่จากทั้งสองหน่วยงาน ซึ่งเป็นการบูรณาการความร่วมมือของหน่วยงานที่มีภารกิจในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กับการบริหารจัดการทรัพยากรที่ดินและทรัพยากรดินของประเทศ
นายประเสริฐ ศิรินภาพร เลขาธิการ สผ. กล่าวว่า ด้วยภารกิจของ สผ. ที่เป็นหน่วยงานหลักภายใต้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ในการกำหนดนโยบาย แผน และมาตรการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย มุ่งเน้นการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมให้เกิดความสมดุลและยั่งยืน และในครั้งนี้ สผ. ได้เชิญ สคทช. ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี เข้าร่วมโครงการ เนื่องจากเป็นหน่วยงานที่มีภารกิจหลักในการกำกับดูแลการบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรดินของประเทศ อันจะนำไปสู่การบูรณาการงานร่วมกันในอนาคต
โดยโครงการนี้มุ่งเน้นให้เจ้าหน้าที่ของทั้งสองหน่วยงานมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความสำคัญของความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าชายเลนและป่าชายหาด ผ่านกิจกรรมหลัก 3 ส่วน คือ 1.การอบรมให้ความรู้จากวิทยากรประจำวนอุทยานปราณบุรี และวิทยากรจากผู้แทนชุมชนในพื้นที่ และกิจกรรมศึกษาเส้นทางธรรมชาติป่าชายเลน 2.การฝึกปฏิบัติปลูกป่าชายหาด และการปล่อยพ่อ-แม่พันธุ์ปู และ 3.การเสวนาแลกเปลี่ยนมุมมองและประสบการณ์การปฏิบัติงานด้านสิ่งแวดล้อมระหว่างหน่วยงาน
โครงการนี้ถือเป็นก้าวสำคัญก้าวแรก และถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ สผ. จะได้สร้างเครือข่ายความร่วมมือกับหน่วยงานที่มีภารกิจด้านนโยบายที่ดินและทรัพยากรดินของประเทศ เพื่อขับเคลื่อนงานด้านความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งเป็นหนึ่งในภารกิจของ สผ. ในการดำเนินงานตามกรอบงานคุนหมิง-มอนทรีออล ว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพของโลก เป้าหมายที่ 3 เพิ่มพื้นที่คุ้มครองทั้งบนบก แหล่งน้ำในแผ่นดิน และทะเลและชายฝั่ง รวมถึง พื้นที่อนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพนอกเขตพื้นที่คุ้มครอง อย่างน้อยร้อยละ 30 ภายในปี ค.ศ. 2030
ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ผอ.สคทช. กล่าวว่า สผ. ได้ร่วมสร้างเครือข่ายการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมกับ สคทช. ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่ทั้งสองหน่วยงานจะได้ร่วมกันแลกเปลี่ยนมุมมองและประสบการณ์การปฏิบัติงานด้านสิ่งแวดล้อมระหว่างหน่วยงาน อันจะนำมาซึ่งประโยชน์ในการปฏิบัติงานในอนาคตทั้งเรื่องของการบริหารจัดการที่ดินของประเทศและเรื่องของความหลากหลายทางชีวภาพ สำหรับอุทยานปราณบุรีเป็นวนอุทยานที่มีลักษณะโดดเด่นและหลากหลายของชนิดพันธุ์ไม้และสัตว์ป่า สภาพป่ามีทั้งป่าผลัดใบและป่าไม้ผลัดใบ ได้แก่ ป่าเบญจพรรณผสมป่าดิบแล้ง ป่าชายเลนและป่าชายหาด ผู้เข้าร่วมโครงการจะได้รับความรู้ความเข้าใจผ่านการเรียนรู้จากพื้นที่จริงเพื่อนำองค์ความรู้ไปเป็นแนวทางอันนำไปสู่การจัดทำแผนบริหารจัดการด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และด้านพื้นที่ให้เหมาะสม ให้กับเกษตรกรที่ได้รับจัดสรรที่ดินทำกินในพื้นที่ต่อไป
สิ่งที่ทั้งสองหน่วยงานมองถึงความร่วมมือในอนาคตจากการเสวนา คือ จะร่วมมือกันอย่างไร เพื่อส่งมอบเรื่องของความหลากหลายทางชีวภาพให้กับประชาชนอย่างยั่งยืน ในส่วนของ สผ. คงจะต้องเร่งผลักดัน ร่าง พ.ร.บ.ความหลากหลายทางชีวภาพ พ.ศ. …. โดยมีเรื่องของการเข้าถึงและแบ่งปันผลประโยชน์ (Access and Benefit-Sharing : ABS) ซึ่งมีประโยชน์สำคัญในการช่วยให้ประเทศที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง โดยเฉพาะประเทศไทย ได้รับการแบ่งปันผลประโยชน์จากการใช้ทรัพยากรพันธุกรรมอย่างยุติธรรม ในขณะที่ สคทช. เดินหน้าเร่งจับมือพันธมิตรเพื่อขับเคลื่อนงานเชิงพื้นที่ให้มากที่สุด และร่วมเป็นส่วนสำคัญในเรื่องของความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทยและมวลมนุษยชาติต่อไป เพราะเรื่องของความหลากหลายทางชีวภาพ ไม่ใช่ทางเลือก แต่คือทางรอด