เซลล์สาวร้อง ถูกญาติ โกงมรดก พ่อ 1.5 ล้านบาท ทั้งที่ศาลมีคำสั่งให้เป็นผู้จัดการมรดก เผยทั้งทองคำ 3 บาท แหวน พระเลี่ยมทอง เงินประกัน ถูกญาติเอาไปหมด
เมื่อเวลา 11.00 น.วันที่ 11 ก.ค.67 ที่ สภ.บางศรีเมือง จ.นนทบุรี นายอธิวัฒน์ สิริกังวาลวงศ์ ผู้ก่อตั้งเพจกล้าที่จะก้าว พร้อมด้วย น.ส.พิมพ์นิภา อายุ 28 ปี เซลล์ศูนย์รถยนต์ชื่อดัง ซึ่งเป็นลูกสาวของนายพีร์นิธิ เสือพิทักษ์ภา อายุ 53 ปี ผู้เสียชีวิตจากไฟฟ้าชอร์ต ขณะปฏิบัติหน้าที่ พร้อมด้วย นางกุลภัสสรณ์ อายุ 53 ปี อดีตภรรยาผู้เสียชีวิต และนายศุภสิน อายุ 43 ปี ลูกน้องผู้เสียชีวิต
เดินทางเข้าติดตามความคืบหน้าคดี ที่ถูกญาติโกงมรดกของพ่อที่เสียชีวิต ทั้งๆ ที่น.ส.พิมพ์นิภา ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดก โดยมีหลานของพ่อส่งข้อความมาให้น.ส.พิมพ์นิภาว่า ถ้าอยากได้เงินในส่วนของมรดกของพ่อ ให้รับ น.ส.สุขฤทัย อายุ 83 ปี แม่ที่พิการ ของผู้เสียชีวิตไปเลี้ยงดูด้วย และให้ไปฟ้องร้องเรื่องทรัพย์สินเอาเอง โดย น.ส.พิมพ์นิภา แจ้งความไว้ที่ สภ.บางศรีเมือง และต้องการให้ทางเพจกล้าที่จะก้าว ช่วยในเรื่องคดีทรัพย์สินที่เป็นของพ่อตนที่เสียชีวิต
สืบเนื่องจากเมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 12 ต.ค.66 นายพีรีนิธิ อายุ 53 ปี ขณะทำงานซ่อมรถถูกไฟชอร์ตหมดสติ และกู้ชีพไม่สำเร็จ จึงส่งศพผ่าพิสูจน์ที่ รพ.บางปะกอก 8 หลังน.ส.พิมพ์นิภา ทราบเรื่องว่าพ่อเสียชีวิต จึงเดินทางมาร่วมงานศพ เนื่องจากญาติรับศพออกไปก่อนหน้า แต่ไม่ทราบว่าทรัพย์สินพ่อที่เป็นทองรูปพรรณที่สวมใส่ระหว่างเสียชีวิตหายไป
จนมาทราบในภายหลังว่าญาตินำไปจำหน่ายพร้อมกับรับเงินฌาปนกิจจากบริษัทพ่อไป โดยอ้างว่าใช้ในพิธีศพทั้งหมด ตนจึงต้องการติดตามทรัพย์สินของพ่อทั้งหมดคืน เนื่องจากตนต้องรับย่าที่พิการมาดูแล มีค่าใช่จ่ายในการรักษา เพราะตนทำงานเป็นเซลล์รายได้ไม่ได้มาก
โดยทรัพย์สินประกอบด้วย สร้อยคอทองคำ น้ำหนัก 3 บาท แหวนทองคำน้ำหนัก 1 บาท พระเลี่ยมทอง 1 องค์ เงินฌณาปนกิจ 50,000 บาท และเงินประกันชีวิตประมาณ 1,000,000 บาท รวมมูลค่าประมาณ 1,500,000 บาท
นายอธิวัฒน์ ผู้ก่อตั้งเพจกล้าที่จะก้าว กล่าวว่า ได้รับเรื่องร้องเรียนจากลูกสาวของผู้ตาย ว่าตนเป็นลูกสาวคนเดียว แล้วไม่มีสิทธิ์ในมรดกของพ่อเลย รวมไปถึงทางญาติ ซึ่งเป็นแค่ลูกพี่ลูกน้อง เพราะพ่อก็เป็นลูกคนเดียวเหมือนกัน แต่จัดการมรดกทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สินสร้อยคอทองคำ รวมไปถึงเงินฌาปนกิจ เงินประกันสังคม หลายรายการ ทางลูกเขาก็อยากจะเรียกร้องความเป็นธรรมในฐานะลูกสาวคนเดียว
วันนี้ผู้เสียหายจึงมาร้องกับเพจกล้าที่จะก้าว ในส่วนหลักๆก็จะต้องแจ้งความดำเนินการในฐานยักยอกทรัพย์ก่อน ทรัพย์สินทั้งหมด และส่วนประกันชีวิตที่ลูกสาวยังคาใจเกี่ยวกับประกันของบริษัท ซึ่งเหตุการณ์นี้เป็นอุบัติเหตุ เพราะไฟชอร์ตขณะทำงาน ก็จะต้องไปดูในเรื่องที่คปภ.ไปเรียกร้องกรมธรรม์ประกันชีวิตต่อไป ในเบื้องต้นพบว่าทรัพย์สินของผู้เสียชีวิตรายนี้ มีมูลค่ารวมประมาณ 1,250,000 บาท
นายศุภสิน อายุ 43 ปี กล่าวว่า ตนมีศักดิ์เป็นอา เพราะเป็นลูกพี่ลูกน้องกันกับผู้เสียชีวิต คือโตมาด้วยกัน ไม่ว่าจะเรื่องอะไรเขาจะดูแลตนตลอด กรณีที่เขาเสียชีวิตก็มองเป็นเรื่องสัญญาใจ บุญคุณกัน ตั้งแต่เขายังมีชีวิตทุกครั้งก่อนที่เขาจะไปทำงาน เขาจะบอกว่าฝากดูแม่ด้วย เรื่องในบ้านเขาก็จะมีความไว้ใจตน เพราะตนโตมาตั้งแต่เด็กๆ กับเขาที่บ้านหลังที่อยู่นี้ แต่พอตนรู้เกี่ยวกับเรื่องที่ไม่ถูกต้องไม่สมควร ตนก็ย้อนแย้ง
“ถามเรื่องที่เกิดขึ้นทำไมไม่ทำให้ถูกต้อง แล้วไกล่เกลี่ยให้ลูกสาวเขาไป เพราะเขาเป็นลูกคนเดียว ถ้าว่าปฏิเสธก็ให้มองว่าอย่ามายุ่งเรื่องนี้ ภาษาชาวบ้านก็คือไม่ต้องมาเสือกหรอก เดี๋ยวจัดการเอง แต่จัดการก็ไม่ตรงจุด
ทุกวันนี้ผมเป็นคนดูแลคุณป้าอยู่ เพราะคุณป้าปวดขา เนื่องจากเป็นเบาหวาน และทุพพลภาพด้วยและลูกแกคนเดียวก็มาเสียชีวิต และก่อนที่พ่อของน้องเขาจะเสียชีวิตทางญาติฝั่งนี้ก็ไม่เคยมาดูแล แม้แต่ขอให้ช่วยเหลือเล็กๆน้อยๆ เช่น ค่าแท็กซี่ไปโรงพยาบาลก็ยังไม่ให้” นายศุภสิน กล่าว
นายศุภสิน กล่าวต่อว่า แต่กรณีที่มีเรื่องเงินตัวนี้เข้ามา ก็เลือกที่จะเอาไปดูแล โดยที่ว่ามันไม่สมเหตุสมผล การดูแลเบื้องต้น ตนดูแลโดยไม่เคยเรียกร้องค่าใช้จ่าย มีศักดิ์เป็นน้าสาวน้าชาย เป็นน้องที่สายเลือดเดียวกันทั้งคู่ เป็นน้องตรงๆเลย
เรื่องมรดกตนรับมาตลอดการช่วยเหลือเบื้องต้นคือดูแลคุณป้าอยู่แล้ว ส่วนเรื่องทรัพย์สินเรื่องมรดกต่างๆ ก็ต้องการประสานให้มันถูกต้องตามที่ควร ถ้าพูดตรงๆเลยก็เหมือนโกงมรดก ทั้งๆที่ตนก็แจ้งเขาไปเบื้องต้นแล้วว่า ไม่ต้องมีคำสั่งศาล ออกมาหรอก รู้อยู่ในใจอยู่แล้วว่า ไม่ใช่ของเขา ทำไมไม่ให้ลูกเขาจัดการเกี่ยวกับเรื่องนี้
ตั้งแต่เรื่องการรับศพพ่อตั้งแต่แรกแล้ว ตนมองแล้วมันไม่ถูก การยื่นมือเข้าไปช่วยถ้าเรามองว่าเจตนาดีมันก็คงไม่มีปัญหาเกิดขึ้น ตรงนี้ไม่ว่าจะเป็นเอกสารที่ยื่นกับทางประกันสังคมหรือเป็นเอกสารที่มาจากบริษัทต้นสังกัดอะไรก็ตาม ทำไมถึงเลือกที่จะทำได้
โดยที่ตัวของผู้ที่เป็นผู้จัดการมรดกโดยตรง ในช่วงระหว่างที่รอคำสั่งศาลยังไม่ได้ทำอะไร แต่ทำไมทำตรงนั้นได้ ก็เป็นที่สงสัยจากการถามในฐานะประชาชนธรรมดา กับหน่วยงานตรงนั้นได้รับคำตอบที่มันสะเทือนออกมาเฉยๆว่าเราไปทำเพื่ออะไร
ด้าน น.ส.พิมพ์นิภา ลูกสาวผู้เสียชีวิต กล่าวว่า พ่อตนเสียชีวิตไปตั้งแต่เดือนต.ค.ปี 66 หลังพ่อเสียชีวิต ตนติดต่อไปยังสถานที่ต่างๆ เขาบอกว่ารอดำเนินการ และไปถามทางญาติพ่อ เขาบอกไม่ต้องยุ่ง เดี๋ยวดำเนินการเอง แล้วทรัพย์สินที่ตนคาใจก็มีทองคำที่ทางญาติเอาไปจำนำ เอาไปขายแล้วไม่บอกตน มีสร้อยมีแหวน มีจี้ จี้ตัวนี้ตนยังไม่เห็นว่ามันไปไหน ตั้งแต่ตอนที่มารับศพพ่อไม่เห็นแล้ว
และทางประกันสังคมเงินค่าทำศพ 50,000 บาท ตัวนี้ทางญาติเขาก็ไปจัดการเอง เขาไม่ให้ตนยุ่งเหมือนกัน เขาให้ทางประกันสังคมบอกว่าติดต่อตนไม่ได้เป็นบุคคลสูญหาย และเงินประกันชีวิต ไม่ทราบจำนวนเงินว่าเท่าไรแต่ก็ยังไม่ได้ สาเหตุการเสียชีวิตคือพ่อตนโดนไฟดูดในที่ทำงาน ทุกคนรู้หมดว่าพ่อโดนไฟดูด ใบชันสูตรออกมาก็คือไฟดูด แต่ใบมรณบัตรเขาบอกว่าหัวใจล้มเหลว
ทางประกันต่างๆ เขาเลยบอกว่าไม่ได้ มันเป็นเรื่องสุขภาพ เพราะหัวใจล้มเหลว จากการที่เขาโดนไฟดูด ทางบริษัทปฏิเสธว่าไม่คุ้มครอง ตนก็อยากได้เงินตรงนี้ เพราะว่าย่าตนก็พิการอยู่ อยากได้เงินตรงนี้มาดูแลย่า คนที่เอาไปคือเป็นพวกญาติ สงสัยว่าทำไมเขาจัดการเรื่องทรัพย์สินเหล่านี้ได้ แต่ตนไม่ได้มาคลุกคลีกับพวกเขา ไม่ได้สนิทอะไรกัน เวลาตนไปมาหาสู่กับพ่อก็ไม่มีใครรู้หรอก เขาจะบอกว่าตอนอยู่ทำไมไม่มา มาทำไมตอนตาย
ทั้งนี้ตนไปยื่นขอเป็นผู้จัดการมรดกเรียบร้อยแล้ว โดยศาลให้ตนเป็นผู้จัดการมรดกเพียงคนเดียว แต่ตนไม่ได้เป็นผู้จัดการมรดก ตนก็คิดเพราะเขาจัดการเขาบอกว่ าไม่ต้องยุ่ง พอตนไปจัดการตรงนั้นตรงนี้เขาบอกไม่ต้องมายุ่งเลย ตนจึงอยากจะเรียกร้องสิทธิ์ ซึ่งเรื่องนี้แจ้งความไว้แล้ว
เรื่องยักยอกทรัพย์ ทางตำรวจบอกว่ารอดำเนินการ จึงมาร้องเพจกล้าที่จะก้าว เพราะอยากให้เขาช่วย เพราะตนลูกคนเดียวและตัวคนเดียวด้วย ทำอะไรกับพวกเขาไม่ได้เลย อยากให้พี่เขาเป็นกระบอกเสียงในการช่วยตน
เบื้องต้นศาลมีคำสั่งให้ผู้เสียหายเ ป็นผู้จัดการมรดกเรียบร้อยแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างติดตามดำเนินคดีเพื่อเรียกคืนทรัพย์สินรวมเกือบ 1.5 ล้านบาท ที่ถูกยักยอกทรัพย์เอาไป


