เมียหลวงทั้งแค้นทั้งช้ำ ติดกล้องเห็นผัวพากิ๊กเข้าบ้าน คว้ามีดแทงสู้ ยิงปืนระบายแค้น เปิดใจเจอแบบนี้รู้สึกแค้น เลยต้องทำไปด้วยความโมโห คนเป็นเมียจะทนได้หรือ
เมื่อวันที่ 14 ก.ค.67 เจ้าหน้าที่อาสาสมัครกู้ภัยพัทลุง เร่งนำนางอร ส่งโรงพยาบาล หลังพลเมืองดีพบว่ามีหญิงวัย 52 ปี ถูกทำร้ายร่างกายด้วยอาวุธมีดเข้าบริเวณต้นขาซ้าย และแผ่นหลัง 3 แผล เหตุเกิดบริเวณ ต.ลำปำ อ.เมือง จ.พัทลุง
เมื่อไปถึงเจ้าหน้าที่กู้ภัยพบผู้ได้รับบาดเจ็บ นอนอยู่ริมถนน มีผู้ชายคอยโบกรถพยาบาล เจ้าหน้าที่จึงเร่งปฐมพยาบาล และสอบถาม แต่ไม่มีใครกล้าพูด ก่อนนำตัวส่ง รพ.พัทลุง ให้แพทย์ช่วยเหลือ และแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ
โดยนายจาระวี เกื้อเส้ง เจ้าหน้าที่อาสาสมัครกู้ภัยพัทลุง กล่าวว่า ช่วงรับคนเจ็บพยายามสอบถามฝ่ายชายที่ยืนรอว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ก็ไม่มีคำตอบ สอบถามผู้ได้รับบาดเจ็บก็ไม่กล้าบอกความจริง บอกแต่เพียงว่าคนที่แทงเป็นผู้หญิง และก็ไม่กล้าพูดอะไรอีก เหมือนจะมีอะไรปิดบัง
ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่สอบถามเพื่อนบ้านใกล้หลังที่เกิดเหตุทราบว่า คืนเกิดเหตุได้ยินเสียงทะเลาะกันดังฉาว ก่อนที่จะได้ยินเสียงปืนดังขึ้นหลายนัด ต่อมาเห็นรถกู้ภัยมารับคนเจ็บ แต่ไม่กล้าออกมาดู เพราะเป็นเรื่องผัวเมีย ไม่กล้าไปยุ่ง โดยก่อนหน้านี้ก็เห็นฝ่ายชายแอบพากิ๊กมานอนที่บ้านบ่อย และภรรยาก็จับได้มาแล้วหลายครั้ง เลยไม่อยากเข้าไปยุ่ง
ต่อมาผู้สื่อข่าวโทรสอบถามนางนุช 55 ปี ผู้ก่อเหตุใช้อาวุธมีดแทงนางอร เล่าด้วยความคับแค้นใจว่า “พี่เคยจับได้หลายครั้งแล้วว่าสามีเป็นอดีตตำรวจ ที่เพิ่งเกษียณ แอบพากิ๊กมานอนในบ้าน และเตือนหลายครั้ง ฝ่ายสามีรับปากว่าหยุดแล้ว และได้ติดตั้งกล้องวงจรปิดไว้ที่บ้าน ฝ่ายหญิงก็ยังไม่กลัว ยังแอบมานอนที่บ้านอีก โดยหลบมุมกล้อง ซึ่งตนทำงานอยู่ที่ต่างจังหวัด
ก่อนหน้านี้ได้กลับมาบ้านและได้ปรับมุมกล้องวงจรปิดใหม่ จนกระทั่งเห็นภาพในมือถือว่ามีผู้หญิงเดินเข้าบ้าน จึงขับรถมาจากต่างจังหวัด เห็นฝ่ายหญิงอาบน้ำเสร็จนุ่งผ้าถุงของตนเอง เลยวิ่งไปหา ฝ่ายนั้นเลยวิ่งเข้าไปในครัวหยิบมีมาจะจ้วงแทงตนก่อนตนหยิบหม้อแกงฟาดใส่และหยิบมีดได้ กระหน่ำแทงด้วยความโมโห เพราะหยามใจกันเกิน ก่อนใช้อาวุธปืนยิงขึ้นฟ้าระบายแค้น หากคนไม่เคยเจอ จะไม่มีความรู้สึกแบบนี้ พี่เจอมาแบบนี้รู้สึกแค้น เลยต้องทำไปด้วยความโมโห หญิงมาถึงบ้าน นอนที่บ้าน เราเป็นเมียจะทนได้หรือ
เบื้องต้นในทางคดีทางพนักงานสอบสวนยังไม่ได้ต้องข้อกล่าวหา เนื่องจากต้องรอให้ผู้ได้รับบาดเจ็บหายดีก่อน