นักวิชาการยังห่วงในการปฏิบัติ ไทยเตรียมถอนข้อสงวน ข้อ 22 ในอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก เรื่องเด็กผู้ลี้ภัย แนะรัฐยอมรับความจริงถึงการมีอยู่ของผู้ลี้ภัยในไทย
วันที่ 30 ก.ค.2567 นายสุรพงษ์ กองจันทึก นักวิชาการประจำคณะกรรมาธิการกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์ และผู้มีความหลากหลายทางเพศ สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคมที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้ประเทศไทยถอนข้อสงวน ข้อ 22 ของอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก เรื่องให้ดูแลเด็กผู้ลี้ภัยตามหลักมนุษยธรรม โดยมอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศดำเนินการถอนต่อองค์การสหประชาชาติตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เสนอ
นายสุรพงษ์ กล่าวว่า การถอนข้อสงวนข้อ 22 ซึ่งเป็นข้อสงวนข้อสุดท้ายในอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กครั้งนี้ เป็นเรื่องที่น่ายินดี เพราะส่งผลให้ประเทศไทยรับอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กโดยสมบูรณ์ไม่มีข้อสงวน สามารถยกระดับการดูแลเด็กทั้งระบบให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ซึ่งเป็นโอกาสอันดีที่ประเทศไทยจะได้พัฒนาระบบการดูแลเด็กในอนาคต ทั้งเป็นภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศในสายตาระหว่างประเทศ เนื่องจากข้อ 22 ไม่มีประเทศใดตั้งข้อสงวนอีกแล้ว ทั้งสอดคล้องกับกฎหมายภายในประเทศคือ พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 ที่ให้ความคุ้มครองเด็กทุกคนอย่างครอบคลุมและไม่เลือกปฏิบัติ
การถอนข้อสงวนเป็นเรื่องที่ดียิ่งสำหรับเด็กที่จะเป็นอนาคตของมนุษยชาติ แต่ก็ยังเป็นที่น่ากังวลถึงการปฏิบัติตามอนุสัญญาที่ได้มีการถอนข้อสงวนแล้ว ดังเช่น ประเทศไทยถอนข้อสงวนข้อที่ 29 เรื่องการจัดการศึกษาให้เด็กทุกคน ตั้งแต่เมื่อ 27 ปีก่อน จนปัจจุบัน ยังพบเด็กที่ไม่สามารถเข้าสู่ระบบการศึกษาได้นับแสนคน รวมทั้งต้องออกจากระบบการศึกษาโดยไม่จบการศึกษาขั้นพื้นฐานจำนวนมาก
นายสุรพงษ์กล่าวว่า นอกจากเด็กไทยที่ตกหล่นจากระบบการศึกษาแล้ว ยังมีลูกแรงงานข้ามชาติจำนวนมากที่เข้าไม่ถึงระบบการศึกษา แม้กลุ่มเหล่านี้จะพยายามช่วยเหลือตนเองโดยการจัดตั้งเป็นศูนย์การเรียน แต่รัฐกลับไม่ให้การสนับสนุน นอกจากนี้ยังเข้าไปปิดศูนย์การเรียน ดังที่เคยมีที่จังหวัดระนอง ทำให้เด็กกว่า 3,000 คนในศูนย์การเรียนไม่ได้รับการศึกษา
แม้เด็กเข้าสู่ระบบการศึกษาในโรงเรียนแล้ว ก็พบเจ้าหน้าที่นำเด็กออกจากสถานศึกษาเพื่อส่งกลับไปประเทศต้นทาง ดังกรณีที่จังหวัดอ่างทองในปีที่แล้ว และลพบุรีในปีนี้
ในกลุ่มเด็กที่เป็นผู้ลี้ภัย แม้มีมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 5 กรกฎาคม 2548 ให้เด็กทุกคนในประเทศไทยแม้ไม่มีสัญชาติไทยก็ได้รับการศึกษาอย่างเสมอภาคไม่เลือกปฏิบัติ และให้กระทรวงศึกษาธิการเข้าไปจัดการเรียนการสอนในศูนย์ที่พักพิงชั่วคราว แต่จนปัจจุบันยังไม่มีการเปิดโรงเรียนในศูนย์ที่พักพิงชั่วคราว และเมื่อเด็กจะออกมาเรียนในโรงเรียนภายนอกศูนย์ที่พักพิงชั่วคราว ก็มีประกาศของผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตากเขต 2 สั่งไม่ให้โรงเรียนในพื้นที่รับเด็กเข้าเรียน
นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ทั้งการถอนข้อสงวนข้อ 7 เรื่องการจดทะเบียนการเกิด สถานะและสัญชาติ ที่ถอนกว่า 13 ปีแล้ว ก็ยังพบเด็กที่ไม่ได้รับการจดทะเบียนการเกิดจำนวนมาก รวมทั้งเด็กที่ไร้สัญชาติ เด็กที่ไม่มีเอกสารแสดงตน รวมแล้วนับแสนคน ทั้งที่มีพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร (ฉบับที่ 2 ) พ.ศ. 2551 ที่ระบุให้รับแจ้งเกิดและจดทะเบียนการเกิดให้เด็กทุกคนที่เกิดในประเทศไทย
กระทรวงการต่างประเทศต้องเร่งรัดการดำเนินการยื่นเรื่องถอนข้อสงวนข้อ 22 ต่อองค์การสหประชาชาติโดยเร็ว เพราะประเทศไทยเป็นประเทศสุดท้ายที่ล่าช้ายังตั้งข้อสงวนข้อนี้อยู่
นายสุรพงษ์กล่าวว่า รัฐต้องยอมรับความจริงถึงการมีอยู่ของผู้ลี้ภัยในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง 2-3 ปีนี้ที่การต่อสู้ในพม่าทวีความรุนแรงขึ้นและไม่มีทีท่าจะลดความรุนแรงลง ทำให้มีผู้ลี้ภัยทยอยเข้ามาในประเทศไทยกว่าแสนคน โดยที่รัฐยังไม่มีนโยบายที่ชัดเจนในการดูแลคนเหล่านี้ ซึ่งผู้ลี้ภัยส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงและเด็ก ทำให้เด็กเหล่านี้เข้าไม่ถึงการคุ้มครองดูแลแม้เพียงสิทธิขั้นพื้นฐานตามหลักมนุษยธรรมและสิทธิมนุษยชน
การถอนข้อสงวนเป็นเรื่องสำคัญที่ควรได้รับการชื่นชม แต่การปฏิบัติตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กที่ประเทศไทยถอนข้อสงวนออกมาแล้ว มีความสำคัญยิ่งกว่า และจะได้รับความชื่นชมมากยิ่งขึ้น ถ้าประเทศไทยปฏิบัติต่อเด็กลูกผู้ลี้ภัยอย่างดีตามอนุสัญญาและพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กโดยทั่วถึงและไม่เลือกปฏิบัติ
ทั้งนี้ อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ข้อ 22 มีเนื้อหาสองวรรค วรรคแรกบอกว่า รัฐจะดำเนินมาตรการให้เด็กที่ร้องขอสถานะเป็นผู้ลี้ภัย หรือที่ได้รับการพิจารณาเป็นผู้ลี้ภัยตามกฎหมายหรือกระบวนการภายในหรือระหว่างประเทศที่ใช้บังคับ ได้รับการคุ้มครองและความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมที่เหมาะสม
วรรคที่สอง ระบุว่า รัฐจะให้ความร่วมมือกับองค์กรทั้งหลายในการคุ้มครองและช่วยเหลือเด็ก และในการติดตามหาบิดา มารดา หรือสมาชิกอื่นของครอบครัวของเด็กผู้ลี้ภัย เพื่อให้ได้รับข้อมูลข่าวสารที่จำเป็นสำหรับการกลับไปอยู่ร่วมกันใหม่เป็นครอบครัวของเด็ก ในกรณีที่ไม่สามารถค้นพบบิดา มารดา หรือสมาชิกอื่น ๆ ของครอบครัวเด็กนั้นจะได้รับการคุ้มครองเช่นเดียวกับเด็กที่ถูกพรากจากสภาพครอบครัว
รัฐบาลเห็นว่า การถอนข้อสงวน ข้อ 22 ไม่ได้ส่งผลให้ประเทศไทยต้องเข้าเป็นรัฐภาคีของอนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัย ค.ศ. 1951 ที่ไทยยังไม่พร้อมเข้าร่วมแต่ประการใด และไม่ได้ส่งผลให้ประเทศไทยต้องดำเนินการช่วยเหลือผู้ลี้ภัยโดยวิธีหรือการดำเนินการอื่นใด ซึ่งขัดต่อกรอบกฎหมายที่มีในประเทศ โดยการดำเนินมาตรการการช่วยเหลือเด็กผู้ลี้ภัยจะเป็นไปตามหลักการช่วยเหลือตามหลักมนุษยธรรม และไม่ได้ส่งผลให้ประเทศไทยต้องผูกมัดการดำเนินงานตามแนวทางหรือกฎหมายในการให้ความช่วยเหลือเด็กผู้ลี้ภัยใด ๆ ที่นอกเหนือจากกรอบกฎหมายที่มีอยู่ในประเทศ
นอกจากนี้จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศ ที่เด็กทุกคนจะได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานอย่างปราศจากการเลือกปฏิบัติ อีกทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และองค์การระหว่างประเทศด้านเด็กในประเทศไทย สามารถดำเนินงานในด้านของเด็กในบริบทการโยกย้ายถิ่นฐานได้อย่างครอบคลุม
ตลอดจนเป็นการส่งเสริมบทบาทของประเทศไทยในการแก้ไขปัญหาผู้ลี้ภัยและเด็กในบริบทการโยกย้ายถิ่นฐาน ซึ่งสอดคล้องกับคำมั่นที่ประเทศไทยได้ให้ไว้ในเวทีระหว่างประเทศและเป็นการพัฒนาภาพลักษณ์ที่ดีและมุมมองด้านบวกของประเทศไทย รวมถึงลดการแทรกแซงหรือการตั้งคำถามโดยไม่จำเป็นในประเด็นสิทธิมนุษยชน
ประเทศไทยเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก มีผลใช้บังคับกับประเทศไทยเมื่อวันที่ 26 เมษายน 2535 โดยขณะนั้นได้ตั้งข้อสงวนไว้ จำนวน 3 ข้อ ได้แก่ ข้อ 7 ว่าด้วยการจดทะเบียนการเกิด สถานะบุคคลและสัญชาติ ข้อ 22 ว่าด้วยเด็กผู้ลี้ภัยและเด็กผู้แสวงหาที่พักพิง และ ข้อ 29 ว่าด้วยการจัดการศึกษา
ต่อมาประเทศไทยได้ถอนข้อสงวนข้อ 29 โดยคณะรัฐมนตรีมีมติ วันที่12 พฤศจิกายน 2539 เนื่องด้วยการศึกษาของประเทศไทยมีความหลากหลายและมีการจัดการศึกษาให้แก่ทุกคนโดยไม่เลือกปฏิบัติ และถอนข้อสงวนข้อ 7 โดยคณะรัฐมนตรีมีมติ วันที่ 21 กันยายน 2553 เนื่องด้วยประเทศไทยมีนโยบายและการดำเนินงานเพื่อประกันให้มีการปฏิบัติตามสิทธิขั้นพื้นฐานแก่เด็กทุกคนในประเทศไทย ในด้านกฎหมาย เช่น การจดทะเบียนการเกิดและการได้สัญชาติ แล้ว