กก.คพ.เห็นชอบแผน-งบประมาณ ฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม ปม 6 โรงงาน ระยอง–อยุธยา- ฉะเชิงเทรา ลักลอบทิ้งกากของเสีย ด้านกรมโรงงานฯ จ่อฟ้องเหตุจงใจเพิกเฉย ไม่ปฏิบัติตามกม.
เมื่อวันที่ 6 ส.ค. น.ส.ปรีญาพร สุวรรณเกษ อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เปิดเผยว่า ในวานนี้ (5ส.ค.) มีการประชุมคณะกรรมการควบคุมมลพิษ ครั้งที่ 4/2567 โดยมีนางชญานันท์ ภักดีจิตต์ รองปลัดทส. เป็นประธานการประชุมฯ พร้อมด้วยนายจุลพงษ์ ทวีศรี อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม เพื่อพิจารณาการแก้ไขปัญหาพื้นที่ปนเปื้อนจากการลักลอบทิ้งกากของเสียและสารอันตราย

น.ส.ปรีญาพร กล่าวว่า จากกรณีการลักลอบทิ้งกากของเสียและสารอันตราย ของบริษัท วิน โพรเสส จำกัด อ.บ้านค่าย จ.ระยอง, บริษัท เอกอุทัย จำกัด, บริษัท ซันเทค เคมิคอล แอนด์ โลจิสติกส์ จำกัด และโกดังลักลอบเก็บสารเคมี ในพื้นที่ถนนอุทัย–ภาชี ต.อุทัย อ.อุทัย จ.พระนครศรีอยุธยา และผู้กระทำผิดตามคำสั่งศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา 2 ราย

ทั้งหมดนี้ยังไม่สามารถบังคับคดีให้ผู้กระทำผิดกำจัดของเสียในความครอบครอง เนื่องจากผู้กระทำผิดจงใจเพิกเฉยการปฏิบัติตามกฎหมาย แต่ด้วยกรณีดังกล่าวเป็นปัญหาเร่งด่วนที่หน่วยงานภาครัฐต้องรีบดำเนินการแก้ไข เนื่องจากมีผลกระทบต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อมแล้ว หากปล่อยไว้มีแนวโน้มสูงที่จะรั่วไหลออกสู่ภายนอก เป็นอันตรายต่อสุขภาพอนามัยของประชาชน และส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรงเป็นวงกว้าง

น.ส.ปรีญาพร ดังนั้น กรมโรงงานอุตสาหกรรมจึงได้นำเสนอแผนที่จะดำเนินงานป้องกันและแก้ไขปัญหาสารเคมีรั่วไหลและพื้นที่ปนเปื้อนจากการลักลอบทิ้งกากของเสียและสารอันตราย ทั้ง 6 พื้นที่ ต่อคณะกรรมการควบคุมมลพิษ พร้อมทั้งเสนอของบประมาณที่ต้องใช้เป็นการเร่งด่วน จากงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น โดยเฉพาะงานกำจัดของเสียที่อยู่ภายในอาคารและพื้นที่โดยรอบ การประเมินลักษณะสภาพอุทกธรณีวิทยาในพื้นที่ปนเปื้อน เพื่อเลือกวิธีการป้องกันการแพร่กระจายและการฟื้นฟูที่เหมาะสม ซึ่งกรมโรงงานอุตสาหกรรมจะฟ้องเรียกค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานทั้งหมดจากผู้ประกอบกิจการโรงงานต่อไป

“นอกจากนี้ ที่ประชุมฯ ยังร่วมกันพิจารณาแนวทางการใช้มาตรการทางกฎหมาย เพื่อการสั่งห้ามมิให้เจ้าของที่ดินหรือบุคคลใดใช้ประโยชน์หรือดำเนินการใดในพื้นที่ที่มีการปนเปื้อนมลพิษ ทั้งนี้ เพื่อให้เจ้าของที่ดินหรือผู้กระทำผิดเร่งดำเนินการฟื้นฟูและขจัดมลพิษของตนเองให้กลับสู่สภาพเดิมโดยเร็ว และเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ประกอบการรายใหม่ละเลยหรือจงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย นอกจากนี้ กรมโรงงานอุตสาหกรรมได้ให้ข้อมูลต่อคณะกรรมการฯ เกี่ยวกับมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะดังกล่าว ซึ่งทั้งหมดนี้ กรมควบคุมมลพิษจะร่วมกับกรมโรงงานอุตสาหกรรม นำเสนอต่อคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติในลำดับต่อไป” น.ส.ปรีญาพร กล่าว
