วิศวกรร้องสื่อ ถูก ญาติหลอกลงทุน สูญ 4 ล้าน เก็บทั้งชีวิต เครียดหนัก คดีไม่คืบ โยนกันไปมา นัดเช้าเลื่อนเป็นเย็น มาเย็นก็เลื่อนเป็นพรุ่งนี้ ร้อยเวรเสียชีวิต
เมื่อวันที่ 7 ส.ค.67 ผู้สื่อข่าวได้รับเรื่องร้องเรียนจาก นายสุพล อายุ 49 ปี อาชีพวิศวกรไฟฟ้า บริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง กรณีถูกนายเอ (นามสมมติ) ลูกพี่ลูกน้อง อายุ 41 ปี และน.ส.ดี (นามสมมติ) อายุ 41 ปี 2สามีภรรยา ออกอุบายสร้างเรื่องหลอกให้ลงทุนจ่ายเงินค่าภาษีสินค้านำเข้า-ส่งออก เครื่องหนัง ให้กับบริษัทแห่งหนึ่ง ทำให้สูญเงินจำนวน 4,450,000 บาท โดยเริ่มโอนเงินครั้งแรกเมื่อวันที่ 5 พ.ค.65 จนถึงวันที่ 17 ส.ค.65
สุดท้ายรู้ตัวว่าถูกหลอก จึงพูดคุยกันและยินยอมที่จะชดใช้เงินคืนให้ทั้งหมด จนกระทั่งผ่านไป 9 เดือน กลับไม่มีท่าทีที่คู่กรณีจะรับผิดชอบแต่อย่างใด ต่อมาวันที่ 10 พ.ค.66 จึงเข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สภ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี หลังแจ้งความ ผ่านไปปีกว่า คดีไม่มีความคืบหน้า ตำรวจไม่เคยเรียกสอบปากคำแม้เเต่ครั้งเดียว แถมร้อยเวรเจ้าของคดีก็เสียชีวิตไปแล้ว ตนก็หวั่นว่าเรื่องคดีของตนจะเงียบไป จึงมาร้องสื่อเพื่อให้ช่วยติดตามเรื่องคดี
นายสุพล กล่าวว่า เรื่องเกิดตั้งแต่วันที่ 5 พ.ค.65 คนที่มาหลอกเป็นลูกพี่ลูกน้อง เขามาบอกว่า ตัวเขากับเมียมีเงินกิน มีเงินใช้แล้ว จึงอยากจะชวนพี่น้องไปร่วมลงทุนด้วย โดยการเอาเงินไปจ่ายค่าภาษีสินค้านำเข้าจำพวกเครื่องหนัง เพราะเมียของนายเอทำงานเป็นชิบปิ้งที่กรมศุลกากรสุวรรณภูมิ
โดยทางบริษัทให้เอาเงินไปจ่ายค่าภาษีสินค้า เอาไปลงทุนก่อนถึงจะได้ผลตอบแทน และเขาก็ส่งรายละเอียดมาว่า แต่ละวันมีการลงทุนหลายล้าน พร้อมกับนำหลักฐานและสลิปการโอนเงินของญาติพี่น้องที่ลงทุนไปแล้วก่อนหน้านี้ให้ดู
จึงตัดสินใจโอนเงินลงทุนก้อนแรกจำนวน 4 แสนบาท ที่ตัดสินใจลงทุนเพราะเป็นญาติพี่น้องที่ใกล้ชิดกัน โตด้วยกันมาตั้งแต่เด็ก ไม่ใช่รู้จักกันจากในเพจหรือทางโซเชี่ยล จึงคิดว่าเขาคงจะไม่มาหลอก หลังจากลงทุนโอนเงินก้อนเเรกผ่านไปประมาณ 1 อาทิตย์ ก็ได้เงินปันผลจำนวน 39,000 บาท จึงทยอยโอนไปเรื่อยๆ ซึ่งก็ได้เงินปันผลกลับมาตลอด
จนกระทั่งเงินลงทุนเริ่มก้อนใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ โดยโอนครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 17 ส.ค.66 รวมทั้งหมด 4,450,000 บาท แต่ได้เงินปันผลกับมารวมทั้งหมดประมาณ 1 ล้านบาท หลังจากนั้นก็ไม่ได้เงินปันผลอีกเลย โดยเขาอ้างว่าต้องเอาเงินปันผลของตน ไปใช้กับบริษัทที่เขาเปิดเอง ซึ่งเงินที่ตนเอาลงทุนไปกับเขาตอนเเรก เขาเป็นแค่ตัวแทนของบริษัทอื่น และเขาก็บอกอีกว่า เขามีเงินในบัญชีที่ฝากประจำประมาณ 19 ล้านบาท
พอครบกำหนดที่จะถอนเงินจำนวนดังกล่าว เขาก็อ้างว่าโดนสรรพากรอายัด เนื่องจากเป็นบุคคลที่มีเงินเยอะเกินไป จากนั้นเขาก็บอกอีกว่ามีตำรวจสอบสวนกลางมาอายัดเงินต่อ ต้องจ่ายเงินให้ตำรวจสอบสวนกลางจำนวน 16 ล้านบาท จึงทำให้เงินที่เขาที่มีจำนวน 19 ล้านหมด
หลังจากที่ฟังเรื่องราวทั้งหมด คิดว่าน่าจะเป็นการกุเรื่องขึ้นมาทั้งหมด โดยเขาจะสร้างสตอรี่แบบนี้ไปเรื่อยๆ เพื่อที่จะบ่ายเบี่ยงไม่นำเงินมาคืนให้ตน จึงตัดสินใจรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมด ไปแจ้งความที่ สภ.บางบัวทอง แต่คดีก็ไม่มีความคืบหน้าแต่อย่างใด
นายสุพล กล่าวอีกว่า หลังจากแจ้งความตนพยายามโทรสอบถามความคืบหน้า กับพนักงานสอบสวน ซึ่งเขาก็นัดให้พบมาตอนเช้า พอถึงเวลานัดตอนเช้าเขาก็เลื่อนเป็นตอนเย็น พอมาตอนเย็นเขาก็เลื่อนเป็นวันพรุ่งนี้ บ่ายเบี่ยงมาตลอด
“พอไปวันรุ่งขึ้น เขาก็บอกอีก 2 วันค่อยมาใหม่ เป็นอย่างนี้ตลอด คดีจึงไม่มีความคืบหน้าอะไรเลย แม้กระทั่งเรียกสอบปากคำสักครั้งก็ยังไม่เคยเลย ล่าสุดทราบข่าวมาว่าพนักงานสอบสวนที่รับคดีของผมเสียชีวิตไปแล้ว จึงไม่รู้ว่าต่อจากนี้ต้องทำอย่างไร ตอนนี้รู้สึกเครียดมาก เงินเก็บมาทั้งชีวิต แต่ถูกญาติแท้ๆหลอกจนหมดตัว ผมมีลูกอีก 2 คน คนโตอายุ 3 ปี คนเล็กอายุ 1 ปี ซึ่งก็ต้องใช้เงิน
ตอนนี้ต้องการเอาผิดกับคนที่มาหลอก ล่าสุดเช็กไปทางบริษัทที่เขาเอามาอ้างแล้ว ปรากฏว่ามีบริษัทนี้มีจริง แต่ทางบริษัทเขาไม่ได้ให้ใครมาลงทุน ที่เจ็บใจที่สุดคือเขาเป็นญาติแท้ๆ แต่สร้างเรื่องออกอุบายมาหลอกกันได้ลงคอ ยืนยันจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุด และขอฝากไปถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ช่วยเร่งรัดติดตามคดีให้ด้วย เพราะตอนนี้ครอบครัวเดือดร้อนมาก” นายสุพล กล่าว

